กำหนดการสัมมนาวิชาการประจำปี 2548 เรื่อง
“สู่สังคมสมานฉันท์”
รายชื่อผู้เข้าร่วมสัมมนา
 
วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2548
17:00-22:00
ลงทะเบียน (ที่ lobby ตึก Ocean Wing)
   
วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2548
06:30-9:00 รับประทานอาหารเช้า (ห้องแกรนด์จอมเทียน)
09:00-9:15
การเปิดการสัมมนา (ห้องประชุมอีสเทิร์น คอนเวนชั่น เอ บี)
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
09:15-11:00 การร่วมอภิปรายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ “สู่สังคมสมานฉันท์”
ประธาน : รศ. ดร. จุรี วิจิตรวาทการ
ประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ผู้ร่วมอภิปราย : 1. ดร. มารค ตามไท
ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยพายัพ
  2. นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
  3. ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี
ประธานกรรมการ
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
  4. นายไพศาล พฤฒิพร
รองปลัดกระทรวงแรงงาน
11:00-11:15 พักรับประทานอาหารว่าง/ชา/กาแฟ
11:15-12:15 การสรุปผลการวิจัยประกอบการสัมมนา
โดยคณะวิจัยนักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ประธาน : ดร. ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์
ประธานสถาบัน
ผู้ร่วมอภิปราย : 1. ดร. อัมมาร สยามวาลา
นักวิชาการเกียรติคุณ
  2. ดร. สมชัย จิตสุชน
ผู้อำนวยการวิจัย (การพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้)
  3. ดร. อัจฉรี ชไตน์มึลเลอร์
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส
  4. ดร. ยงยุทธ แฉล้มวงษ์
ผู้อำนวยการวิจัย (การพัฒนาแรงงาน)
  5. ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
ผู้อำนวยการวิจัย (เศรษฐกิจยุคสารสนเทศ)
12:15-13:30 พักรับประทานอาหารกลางวัน (ห้องแกรนด์จอมเทียน)
13:30-17:00 การประชุมกลุ่มย่อย
การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อร่วมระดมความคิด โดยแยกเป็น 5 กลุ่มย่อย
กลุ่มที่ 1 ความสมานฉันท์บนความแตกต่างทางวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ (ห้องระยอง)
ประธานกลุ่ม : รศ. ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ร่วมอภิปราย :

1. หัวข้อ “Maintaining Peace in a Neighborhood Torn by Separatism: The Case of Satun Province in Southern Thailand” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation (Thai), (English))
Mr. Thomas I. Parks

Southeast Asia Studies, SAIS, Johns Hopkins University, U.S.A.

 

2. หัวข้อ “ลาว ในทรรศนะของไทย” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ผศ. ดร. ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ

คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 

3. หัวข้อ “เจ๊กและแขกกับสังคมไทย: พินิจปัญหาคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูจากประสบการณ์คนไทยเชื้อสายจีน” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
รศ. ดร. เกษียร เตชะพีระ

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กลุ่มที่ 2 ความสมานฉันท์ภายใต้ความเหลื่อมล้ำในสังคม (ห้องจันทบุรี-ตราด)
ประธานกลุ่ม : ดร. ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์
ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ผู้ร่วมอภิปราย : 1. หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับความขัดแย้งในสังคม: ทฤษฎี ประสบการณ์ และแนวทางสมานฉันท์” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ดร. สมชัย จิตสุชน
ผู้อำนวยการวิจัย (การพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้)
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ดร. ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์
ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
 

2. หัวข้อ “บทบาทของชุมชนในการสร้างความสมานฉันท์ภายใต้ความเหลื่อมล้ำและบริบทที่เปลี่ยนไปในสังคม” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
นายกิติศักดิ์ สินธุวนิช

รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

  3. หัวข้อ “สร้างสมานฉันท์บนความขัดแย้งที่ซ่อนเร้น: กรณีศึกษาโครงการบ้านมั่นคง และ ผู้ประสบภัยสึนามิ” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation 1, slide presentation 2)
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา

ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
นายษัษฐศิต มาฮะ
ผู้แทนชาวบ้าน
นายศักดิ์ดา พรรณ์รังษี
ผู้แทนชาวบ้าน
กลุ่มที่ 3 การดูแลปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ห้องชลบุรี)
ช่วงที่ 1 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ประธานกลุ่ม : นายสมชัย เพียรสถาพร
รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ผู้ร่วมอภิปราย : 1 . หัวข้อ “ความขัดแย้งในการบริหารจัดการที่ดิน” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
นายโสภณ ชมชาญ

นักวิชาการอิสระ
  2. หัวข้อ “การเมืองเรื่องป่าชุมชนบนเส้นทางสมานฉันท์”(เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
  3. หัวข้อ “กลไกภาครัฐในการลดความขัดแย้ง กรณีปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ”(เอกสารประกอบการสัมมนา)
ดร. ศิริพงษ์ หังสพฤกษ์

อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ
ช่วงที่ 2 ประสบการณ์ความขัดแย้งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ประธานกลุ่ม : ศาสตราจารย์ ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้ร่วมอภิปราย : 1. หัวข้อ “ความขัดแย้งในการจัดการน้ำภาคตะวันออก : กรณีศึกษาจังหวัดระยอง” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
นายสุทธิ อัชฌาศัย
ผู้แทนองค์กรเอกชนอิสระ
  2. หัวข้อ “ความขัดแย้งเรื่องน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : กรณีศึกษาฝายหัวนา จ. ศรีสะเกษ” (เอกสารประกอบการสัมมนา)
นายทองดี จันตรี

ผู้แทนชาวบ้าน
  3. หัวข้อ “ความขัดแย้งการจัดการน้ำภาคเหนือ : สู่สังคมสมานฉันท์” (เอกสารประกอบการสัมมนา)
นายมนตรี จันทวงศ์

ผู้แทนองค์กรเอกชนอิสระ
  4. หัวข้อ “กรณีศึกษาการจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชน : บทเรียนจากลุ่มน้ำแม่ตาช้าง” (เอกสารประกอบการสัมมนา)
นายชัยพันธุ์ ประภาสะวัต

ผู้แทนองค์กรเอกชนอิสระ
  5. หัวข้อ “ปัญหาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง : กรณีศึกษาจังหวัดตรัง” (เอกสารประกอบการสัมมนา)
นายแสวง ขุนอาจ

ผู้แทนชาวบ้าน
กลุ่มที่ 4 การประสานความขัดแย้งในด้านแรงงานของไทย (ห้องมาบตาพุด)
ประธานกลุ่ม : นายไสว พราหมณี
ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
ผู้ร่วมอภิปราย : 1. หัวข้อ “แรงงานที่ไม่มีสัญชาติไทยในสังคมสมานฉันท์” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
รศ . ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. หัวข้อ “สิทธิแรงงานในกระแสโลกาภิวัตน์พัฒนา” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ

ผู้อำนวยการและนักวิจัยสิทธิแรงงาน มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน
  3. หัวข้อ “การปฏิรูปการแรงงานสัมพันธ์ไทย: การจัดการระบบทวิภาคี ไตรภาคี และพหุภาคี ณ ระดับชาติ ระดับกลาง และระดับสถานประกอบการ” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ดร . โชคชัย สุทธาเวศ

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  4. หัวข้อ “สมานฉันท์แรงงาน-บทบาทและสถานภาพของแรงงานสตรีไทย” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ผศ . ดร. พิมลพรรณ อิศรภักดี

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  5. หัวข้อ “การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์กับกลุ่มชนตามแนวชายแดนและแรงงานต่างด้าว” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ดร . ยงยุทธ แฉล้มวงษ์

ผู้อำนวยการวิจัย (การพัฒนาแรงงาน)
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
กลุ่มที่ 5 ระบบค่านิยมของคนไทยกับการสร้างสังคมสมานฉันท์ (ห้องแหลมฉบัง)
ประธานกลุ่ม : นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
ผู้ร่วมอภิปราย : 1. หัวข้อ “ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อปัญหาของประเทศ สาเหตุและมาตรการลงโทษ โดยธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ

อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
  2. หัวข้อ “วิเคราะห์ทัศนคติของคนไทยต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์ สุรัตน์ โหราชัยกุล
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  3. หัวข้อ “สังคมสมานฉันท์ในแบบเรียน” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
นายวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์

บรรณาธิการบริหาร มูลนิธิสดศรี- สฤษดิ์วงศ์
  4. หัวข้อ “ภาพตัวแทนและความสมดุลในรายการข่าวโทรทัศน์กับบทบาทในการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย” (เอกสารประกอบการสัมมนา, slide presentation)
ผศ. ดร. เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์

ผู้อำนวยการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม
สถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน
18:30  รับประทานอาหารค่ำ (บริเวณสนามหญ้าริมทะเล)
   
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2548
6:30-8:30 รับประทานอาหารเช้า (ห้องแกรนด์จอมเทียน)
8:30-10:30 การประชุมร่วมเพื่อเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย (ห้องประชุมอีสเทิร์น คอนเวนชั่น เอ บี)
สรุปการประชุมกลุ่มย่อย กลุ่มที่ 1, กลุ่มที่ 2, กลุ่มที่ 3, กลุ่มที่ 4, กลุ่มที่ 5
ประธาน : นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร่วมอภิปราย : ผู้แทนของกลุ่มย่อยต่างๆ
10:30-11:00 พักรับประทานอาหารว่าง/ชา/กาแฟ
11:00-12:00 การเปิดอภิปรายทั่วไป
12:00-12:05  การปิดการประชุม
12:05-13:30 รับประทานอาหารกลางวัน (ห้องแกรนด์จอมเทียน)
14:00 Check Out และเดินทางกลับ

 

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2548

“สู่สังคมสมานฉันท์”
(Toward Social Harmony)

วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 26-27 พฤศจิกายน 2548
โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

- ความเป็นมา -

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยได้ดำเนินการจัดการสัมมนาวิชาการประจำปีอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี โดยในแต่ละปีสถาบันฯ ได้เลือกหัวข้อของการสัมมนาซึ่งคาดว่าจะเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในช่วงนั้น และจัดการสัมมนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สามประการ คือ 1) เพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อของการสัมมนา 2) เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งจะมาจากกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย รวมถึงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน และ 3) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมกันแสวงหาข้อเสนอแนะทางด้านยุทธศาสตร์และการดำเนินการที่เหมาะสมในเรื่องที่เกี่ยวกับหัวข้อของการสัมมนา

สำหรับปี 2548 นี้ สถาบันฯ ได้กำหนดหัวข้อของการสัมมนาเป็นเรื่อง “สู่สังคมสมานฉันท์” ซึ่งหัวข้อนี้น่าจะมีความเหมาะสมสำหรับเป็นหัวข้อของการสัมมนาวิชาการประจำปีนี้ด้วยเหตุผลดังนี้

1) ความสมานฉันท์ในสังคมเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความสงบสุข ซึ่งถ้าปัญหาใดนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรงก็จะกระทบการพัฒนาในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสังคม การเมือง ความมั่นคง หรือเศรษฐกิจ
2) ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการสร้างและรักษาความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มชนที่มีความแตกต่างกันทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเชื้อชาติศาสนา ถ้าขาดความสมานฉันท์จนเกิดปัญหาที่บานปลายออกไป ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวง และระยะเวลาอันยาวนานกว่าจะสามารถนำความสงบสุขกลับมาได้อย่างยั่งยืน
3) นอกจากปัญหาความขัดแย้งที่มาจากความแตกต่างกันทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเชื้อชาติศาสนา เช่นในกรณีของภาคใต้ตอนล่างแล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกหลายๆ ด้าน ซึ่งอาจจะเป็นพื้นฐานของความขัดแย้งกันในสังคมอย่างรุนแรงได้ ถึงแม้ว่าในอดีตที่ผ่านมา และในปัจจุบัน ปัญหาต่างๆ ยังไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง และประเทศไทยยังสามารถบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ได้ในระดับที่ดีพอสมควร ปัญหาเหล่านี้รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาความขัดแย้งทางด้านแรงงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การที่ยังสามารถดูแลไม่ให้ปัญหาเหล่านี้บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรง ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงในอนาคต ซึ่งการบานปลายของปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นอุทาหรณ์ที่ดีในเรื่องนี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าปัญหาต่างๆ ยังไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง แต่ก็ควรหยิบยกปัญหาหลักๆ ขึ้นมาพิจารณา เพื่อสร้างความเข้าให้มากขึ้น และป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรงในอนาคต

- องค์ประกอบและเนื้อหาของการสัมมนา -

องค์ประกอบของการสัมมนาจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลัก ส่วนแรกเป็นการร่วมอภิปรายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ “ สู่สังคมสมานฉันท์” ส่วนที่สองเป็นการสรุปเนื้อหาของเอกสารวิจัยที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการสัมมนาโดยผู้แทนจากคณะวิจัย ส่วนที่สามเป็นการแบ่งผู้เข้าร่วมการสัมมนาออกเป็นห้ากลุ่มย่อยเพื่อร่วมระดมความคิดในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของหัวข้อการสัมมนา และส่วนที่สี่เป็นการนำเสนอผลของการประชุมกลุ่มย่อยในที่ประชุมรวม

สำหรับหัวข้อในการแยกกลุ่มเพื่อร่วมระดมความคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการปัญหาความขัดแย้งทางด้านต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ในสังคมนั้น จะแยกออกเป็นห้าหัวข้อหลัก ดังนี้

1. ความสมานฉันท์บนความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์

กลุ่มนี้จะพิจารณาวิธีที่รัฐไทยเคยจัดการกับปัญหาความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ในกรณีของคนจีน คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในภาคเหนือ และในจังหวัดสตูล (ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่คนไทย-มลายูรับอำนาจของรัฐไทยได้โดยปราศจากความขัดแย้ง) สามารถกล่าวได้ว่า รัฐไทยประสบความ “สำเร็จ” พอสมควรกับกลุ่มต่างๆ ดังกล่าว ความสำเร็จนี้เป็นทั้งบทเรียนและเป็นอุทาหรณ์สำหรับปัญหาปัจจุบันในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นบทเรียนก็เพราะประสบการณ์ที่ถือว่า “สำเร็จ” น่าจะชี้ทางในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้บ้าง แต่ไม่ใช่บทเรียนที่สำเร็จรูป ที่เป็นอุทาหรณ์ก็คือ ความสำเร็จดังกล่าวก็มีต้นทุนของมันเองด้วย คือกลุ่มคนเหล่านี้สูญเสียวัฒนธรรมของตนเพราะถูกกลืนไปเป็นวัฒนธรรมไทยกลาง และสังคมไทยก็สูญเสียความหลากหลายของวัฒนธรรม อีกประการหนึ่ง รัฐไทยเองก็พยายามที่จะใช้แนวทางที่ใช้กับกลุ่มชนเหล่านี้มาใช้กับคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่สามจังหวัดชายแดนอาจมีภูมิหลังของปัญหาและเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากกรณีตัวอย่าง ดังนั้น จึงต้องมีบทสรุปจากการประชุมว่าประสบการณ์จากอดีตให้ความรู้อะไรกับสังคมไทยในการที่จะแก้ปัญหาในปัจจุบัน
2.

ความสมานฉันท์ภายใต้ความเหลื่อมล้ำในสังคม

นอกจากเหตุผลเบื้องหลังความขัดแย้งในสังคมที่มาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ หรือทางด้านอื่นๆ ในขณะเดียวกันความขัดแย้งก็อาจไม่ได้มีที่มาจากความต่าง แต่มาจาก “ ความไม่เท่าเทียม” กัน เช่น ความเหลื่อมล้ำของรายได้ เป็นต้น

ในหลายครั้ง ความต่างและความเหลื่อมล้ำก็ผสมปนเปกัน ทำให้ยากจะแยกจากกันได้ และมีอิทธิพลเกี่ยวเนื่องกันอีกต่างหาก เช่นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในประเทศหนึ่ง ๆ อาจมีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าคนกลุ่มใหญ่ที่นับถือศาสนาหลัก เพราะมี “พื้นที่ทางสังคมเศรษฐกิจ (socio-economic space)” คับแคบกว่า

ทุกสังคมมีความเหลื่อมล้ำ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี ความเหลื่อมล้ำนี้จะกลายเป็นความขัดแย้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าสังคมโดยรวมมองความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ว่ามีความชอบธรรมมากน้อยเพียงใด หากความเหลื่อมล้ำเป็นผลสืบเนื่องจากความสามารถและความพากเพียรที่แตกต่างกันหรือเกิดจากการเลือกโดยสมัครใจ ความขัดแย้งก็มักจะไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นสังคมสิงคโปร์ซึ่งสังคมมิได้ตั้งข้อสงสัยต่อผู้มีรายได้สูงเพราะเห็นว่าได้มาด้วยความสามารถภายใต้ระบบที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

แต่หากความเหลื่อมล้ำมีความไม่ชอบธรรม โดยผู้ด้อยโอกาสถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอภิสิทธิ์ ก็ย่อมจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง และหากความไม่ชอบธรรมขยายวงกว้างและลงลึก ความขัดแย้งก็อาจรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งความเหลื่อมล้ำประเภทนี้มีมากเท่าไร ความขัดแย้งก็รุนแรงเท่านั้น

ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทั้งในด้านการกระจายรายได้ การกระจายทรัพย์สิน และก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะแสดงความชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงควรพิจารณาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังและอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นที่จักนำมาพิจารณาในกลุ่มนี้รวมประเด็นเรื่อง 1) ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำในต่างประเทศ
2) ภาพรวมความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ด้านทรัพย์สินของไทย โดยรวมทั้งความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงพื้นที่ 3) ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมไทยที่แสดงถึงความขัดแย้งที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความพยายามลดความเหลื่อมล้ำ 4) แนวทางและประสบการณ์ป้องกันความขัดแย้งที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำ เช่น การสร้างความมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางสังคมและการเมือง การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น

3.

การดูแลปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

กลุ่มนี้จะพิจารณาปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะมาจากการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นประเด็นที่มีปัญหามาโดยตลอด ซึ่งนับวันปัญหายิ่งเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการน้ำที่เกิดขึ้นตามการเจริญเติบโตของประเทศ ในขณะที่น้ำต้นทุนมีปริมาณคงที่ ภาครัฐจึงได้มีการแก้ไขปัญหาโดยโครงการต่างๆ เช่น โครงการ Water Grid การสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำเพิ่มเติม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำทั้งลุ่มน้ำภายในประเทศและจากลุ่มน้ำต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งโครงการต่างๆ ก่อให้เกิดความขัดแย้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยตลอดมา

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อการเจริญเติบโตของประเทศเพิ่มสูง ทำให้มีการขยายชุมชน เมือง และพื้นที่อุตสาหกรรม ส่งผลให้มีความต้องการใช้ที่ดินมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ที่ดินที่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์มีพื้นที่จำกัด จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมากมาย ในบางพื้นที่ที่ดินที่เคยใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมถูกเปลี่ยนไปเป็นการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบในด้านต่างๆ เช่น มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้น้ำ เส้นทางเดินของน้ำ ความสามารถในการซับน้ำ โครงสร้างทางสังคม
เป็นต้น นอกจากนี้ การขาดแคลนที่ดินยังส่งผลให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ตลอดมา และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

การระดมความคิดในกลุ่มนี้จะพิจารณาแนวทางในการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน เพื่อที่จะดูแลความขัดแย้งต่างๆ ไม่ให้บานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมได้

4.

การประสานความขัดแย้งในด้านแรงงานของไทย

แรงงานไทยในปัจจุบันมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 35 ล้านคนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ในแง่ปริมาณในภาพรวม แรงงานยังขาดดุลยภาพทั้งทางอุปสงค์และอุปทาน คือมีการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาและบางระดับและมีแรงงานส่วนเกินในบางระดับ บางสาขาโดยมากกว่าร้อยละ 90 ทำงานอยู่สาขาอาชีพต่างๆ ภายในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ขณะเดียวกันผลจากการขาดแคลนแรงงานระดับบนและระดับล่างในบางกิจการทำให้มีแรงงานฝีมือจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทยเกือบแสนคนในระดับฝีมือ และมากกว่า 1.3 ล้านคนในระดับไร้ฝีมือ ซึ่งในจำนวนนี้บางส่วนเป็นแรงงานผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านพร้อมๆ กันนี้ก็ยังมีประชากรไร้สัญชาติอีกมากกว่า 3 แสนคน กระจายอยู่ตามชายแดนในหลายจังหวัดของประเทศ การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานต่างด้าวเป็นกรณีหนึ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เช่น ปัญหามาตรฐานแรงงาน ปัญหาสังคม อาชญากรรม และการสาธารณสุข ตลอดจนปัญหาการแย่งงานทำและแรงกดดันต่อค่าจ้างของแรงงานเจ้าของประเทศ

สาเหตุของความขัดแย้งทางด้านแรงงานมีหลากหลาย โดยนอกจากเรื่องความต้องการและความขาดแคลนแรงงานแล้ว การอยู่ร่วมกันของแรงงานหมู่มากภายใต้กฎหมายหลากหลายฉบับ ทำให้เกิดความขัดแย้งในแวดวงแรงงานหลายๆ ด้าน ความไม่ชัดเจนของผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีกับการเคลื่อนย้ายแรงงานจากต่างประเทศกับแรงงานในประเทศ ผลกระทบจากการใช้แรงงานต่างด้าวกับแรงงานไทยในทุกระดับตลาดแรงงานไทยและระดับการใช้เทคโนโลยีของไทย ปัญหาการคุ้มครองแรงงานในระบบรวมทั้งแรงงานต่างด้าวยังไม่ทั่วถึง ขณะที่มีความพยายามที่จะทำให้แรงงานนอกระบบได้รับความคุ้มครองมากขึ้น ปัญหาการ
บีบคั้นในด้านค่าครองชีพกับความพอเพียงของค่าจ้างและสวัสดิการ ความไม่สอดคล้องและไม่เพียงพอของค่าตอบแทนและสวัสดิการของคนไทยในหลากหลายอาชีพ รวมไปถึงปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์และความไม่มั่นคงในชีวิตของแรงงานไทย การดูแลปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นจากประเด็นเหล่านี้จะนำมาร่วมระดมความคิดกันในกลุ่มนี้

5.

ระบบค่านิยมของคนไทยกับการสร้างสังคมสมานฉันท์

ทำไมสังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมที่ไม่สมานฉันท์ ทั้งที่เราเคยเชื่อกันว่า คนไทยมีความสามารถในการอยู่ร่วมกันกับคนกลุ่มต่างๆ ที่แตกต่างจากเรามาด้วยดีมาโดยตลอด คำตอบส่วนหนึ่งต่อคำถามดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับระบบค่านิยมของคนไทย โดยเฉพาะค่านิยมในเรื่องขันติธรรม (tolerance) ในการอยู่ร่วมกัน ความเชื่อต่อประสิทธิผลในการใช้ความรุนแรงและความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการยอมรับและให้เกียรติต่อ “ความเป็นอื่น” (otherness) ของบุคคลที่เราเชื่อว่าไม่ใช่ “พวกเรา”

คนไทยกำลังขาดขันติธรรม นิยมความเด็ดขาดและรุนแรง และรังเกียจคนที่แตกต่างจากเราจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ระบบการศึกษา และการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมผ่านสื่อสารมวลชนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมสมานฉันท์ในประเทศไทย

กลุ่มนี้จะอภิปรายถึงประเด็นดังกล่าวข้างต้น บนพื้นฐานของการศึกษาในเชิงประจักษ์ (empirical study)

- หน่วยงานร่วมจัด -

หน่วยงานที่ร่วมจัดการสัมมนาครั้งนี้คาดว่าจะประกอบด้วย มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน และมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย