Publication Code: Y95C


ชาวไทยมุสลิมและการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม: การศึกษาภาคใต้ตอนล่าง


โดย ศิริรัตน์ ธานีรณานนท์

สารบัญ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาข้อจำกัดอุปสรรคและโอกาสต่าง ๆ ในสังคมไทยมุสลิมที่เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนา  เพื่อหาแนวทาง และแนวนโยบายที่จะช่วยให้ชาวไทยมุสลิมมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเต็มศักยภาพ   ในรูปแบบที่สอดคล้องกับ สังคมวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิม  ขอบเขตของการศึกษาจำกัดอยู่ใน 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล  ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  วิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qulitative Research) โดยใช้การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ที่หลากหลายภูมิหลัง และใช้วิธีการสังเกตุการณ์เข้าร่วมสัมมนา การประชุมระดมความคิด และเอกสารต่าง ๆ

การศึกษาใช้กรอบความคิดของการแสวงหา "โอกาส" ที่มีอยู่ในสังคมของชาวไทยมุสลิม  เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ในกระบวนการพัฒนา  ในอดีตเอกลักษณ์พิเศษของสังคมไทยมุสลิมมักถูกมองว่าเป็น "อุปสรรค" ซึ่งทำให้รัฐเข้าถึงได้ยาก   และการมองเช่นนี้ทำให้เป็นการยาก ที่จะเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างภาครัฐกับประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่  แต่ถ้ามีการเปลี่ยนทัศนคติ  โดยพยายามมองถึงโอกาสจาก
เอกลักษณ์พิเศษของสังคมชาวไทยมุสลิม ก็น่าที่จะสามารถสร้างแนวร่วมในกระบวนการพัฒนาให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และนำไปสู่การพัฒนา
ที่เป็นที่ยอมรับ และเป็นประโยชน์ต่อประชากรส่วนใหญ่ต่อไป

ปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นสภาพที่เป็นมานาน คือ การขาดความเข้าใจและละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม (Cultural Sensitivity)  ของฝ่ายภาครัฐต่อ ประชาชนชาวไทยมุสลิม และความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจของชาวไทยมุสลิมต่อนโยบายของภาครัฐ  นโยบายและการบังคับการปฏิบัติต่าง ๆ จากภาครัฐบาลโดยขาดความละเอียดอ่อนทำให้เกิดความเข้าใจผิดและปิดกั้นการรับการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีก

เมื่อวิเคราะห์สังคมมุสลิมลึกลงไป เอกลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดคือ ความใกล้ชิดของสังคมมุสลิม ผ่านเครือข่ายทางศาสนา  โดยโยงใยจากระดับ หมู่บ้านถึงระดับนานาชาติ ความใฝ่รู้ ความเคร่งศาสนา ความมีคุณธรรมจริยธรรมของชาวมุสลิม ตลอดจนโครงสร้างสังคมที่มีการกำหนดบทบาท
หน้าที่ และระดับต่าง ๆ ในสังคมอย่างชัดเจน  เป็นสิ่งซึ่งนำมาซึ่ง "โอกาส" ทางเศรษฐกิจและสังคมในการพัฒนาเครือข่ายทางสังคมไทย มุสลิมสามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเครือข่ายของข้อมูล
ข่าวสาร เครือข่ายในการวางแผน หรือเครือข่ายในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากศาสนาอิสลามมีข้อห้ามถือปฏิบัติอยู่หลายด้าน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของศาสนาอิสลามก็สามารถหาตลาดได้  ไม่ว่าจะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง หรือในต่างประเทศ  และสิ่งนี้ก็เป็นโอกาสอีกด้านหนึ่งที่เกิดมาจากเอกลักษณ์พิเศษของสังคมมุสลิมโดยแท้

จากการศึกษาเอกลักษณ์ของสังคมไทยมุสลิม  รายงานนี้ได้เสนอแนะแนวทางการพัฒนาและแนวนโยบายไว้ 4 ด้าน คือ

  1. ภาครัฐ: การอบรมข้าราชการให้เข้าใจถึงวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมเข้มขึ้น  ตลอดจนการสนับสนุนให้เรียนภาษามลายูกลาง การให้ขวัญกำลังใจเป็นพิเศษ การสนับสนุนให้ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่มาเป็นข้าราชการมากขึ้น  โดยต้องพิจารณาถึงการปรับเปลี่ยน 
    กฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ชาวไทยมุสลิมสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม
  2. การศึกษา: สนับสนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม (ปอเนาะ) มากขึ้น   โดยเฉพาะการให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถสอนหลักสูตรวิชาชีพได้เป็นกรณีพิเศษ การใช้การศึกษาทางไกลเพื่อเสริมการศึกษา และการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายมุสลิมในการสอนภาษาไทย
  3. การสาธารณสุข: การใช้เครือข่ายมุสลิมในการแพร่กระจายความรู้ทางสาธารณสุข ใช้หลักการของศาสนาอิสลาม เช่น ความสะอาด เป็นเครื่องชี้นำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และใช้ชุมชนในการดูแลปัญหาทางสังคม เช่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาโรคเอดส์
  4. เศรษฐกิจ: เสริมสร้างและเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทยมุสลิมโดยศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้งธนาคารแบบอิสลามอย่างจริงจัง  และสนับสนุนการจัดตั้งสหกรณ์ในรูปแบบที่สอดคล้องกับหลักการของศาสนาอิสลาม  สนับสนุนการเชื่อมอุตสาหกรรมไปสู่ครัวเรือน เป็นการกระจายงานให้กับชาวไทยมุสลิม (โดยเฉพาะสตรี) โดยไม่จำเป็นต้องออกมาทำงานในโรงงานนอกบ้าน   ซึ่งชาวไทยมุสลิม จำนวนไม่น้อยยังคงอยากให้สตรีอยู่บ้าน


ธันวาคม 2538