Publication Code: Y93G
โดย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
สารบัญ
บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีต่อโครงสร้างและสาระบัญญัติของเศรษฐกิจของไทย โดยวิเคราะห์ จากสรุปของกรณีศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ของกฎหมายที่เกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจของไทย บทบาทเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจต่อรอง ของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งผลักดันให้กฎหมายเศรษฐกิจไทยมีความลำเอียงให้ความสำคัญแก่ภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่เท่าเทียมกัน และมีการเอารัดเอาเปรียบในเชิงการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ของรัฐ ๆ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาสังคมไทยอยู่ไม่น้อย กลุ่มผลประโยชน์ ได้รับประโยชน์ต่าง ๆ จากกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับในแต่ละช่วง ทั้งในระดับพระราชบัญญัติและอนุบัญญัติ โดยความสามารถในการเข้าถึง กระบวนการตรากฎหมายในระดับต่าง ๆ บทความนี้ไม่ได้วิเคราะห์ที่ไปถึงกฎหมายสังคม และกฎหมายเกี่ยวกับการเมืองการปกครองไทย ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาสังคมไทยเช่นกัน หากแต่อนุมานจากฎหมายเศรษฐกิจที่มีผลโยงใยกับการเมืองการปกครองและสังคม
บทความนี้หยิบยกตัวอย่างของการค้าสินค้าเกษตร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ข้าวและมันสำปะหลัง
เพื่อแสดงถึงความลำเอียง (bias)
ที่กฎหมายมีอยู่
แม้การค้าระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญต่อราคาสินค้าเกษตรและรายได้ของเกษตรกร
แต่กฎหมายไทยมักจะไม่ให้การอุดหนุน
การส่งออก
หรือความช่วยเหลือในการค้าสินค้าเกษตร
เฉกเช่นกับความช่วยเหลือต่อการส่งออกของสินค้าอุตสาหกรรม
ตรงกันข้าม
กฎหมายกลับให้อำนาจรัฐในการเก็บภาษีส่งออกต่อสินค้าเกษตร
ซึ่งเป็นมาตรการที่มีผลตรงกันข้ามกับการช่วยอุดหนุนการส่งออก
ทั้งนี้เพราะอำนาจต่อรองของภาคการเกษตรที่มีต่อกฎหมายนั้น
เป็นของอำนาจต่อรองในแง่ผลประโยชน์ของรัฐที่จะดูแลรายได้
ที่ได้รับจากภาษีส่งออกนั้น ๆ
กฎหมายไทยให้ประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคการเกษตรและผู้บริโภคอีกด้วย
การคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในต่าง
ๆ เช่น
อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์นั้น
แสดงว่ากฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนของไทยให้ประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคการเกษตร
และเป็นการให้ประโยชน์โดยกระทบประโยชน์ของผู้บริโภค
การบังคับให้ใช้ชิ้นส่วนการผลิตในประเทศก็ดี
การกำหนดให้มีการส่งออกก็ดี
เป็นการส่งเสริมการขยายอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
และสร้างการผูกขาดโดยผู้ผลิตรายเดียวหรือมากกว่ารายเดียว
โดยเอาเปรียบผู้บริโภค
กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
มีการควบคุมประเภทการประกอบธุรกิจถึง
70 กว่าประเภทให้เฉพาะคนไทย
ซึ่งทำให้เกิดการผูกขาด
ขาดสภาพการแข่งขัน
ซึ่งผู้บริโภคที่ไม่มีอำนาจต่อรองผลักดันผลประโยชน์ของตนในกฎหมายดังกล่าว
ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผลประโยชน์ที่ถูกคุ้มครองของกฎหมายนั้น
กฎหมายเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาลแสดงให้เห็นว่า
กฎหมายเศรษฐกิจไทยไม่ได้จงใจเอาเปรียบภาคการเกษตร
เพียงแต่โน้มเอียงให้ประโยชน์แก่ภาคเศรษฐกิจใดก็ตามที่มีอำนาจการต่อรอง
ดังนั้น
กฎหมายเศรษฐกิจไทยจึงให้ประโยชน์แก่ชาวไร่อ้อย
และโรงงานน้ำตาล
โดยตักตวงผลประโยชน์จากผู้บริโภค
ซึ่งเป็นผู้รับภาระ
อุดหนุนราคาน้ำตาลทราย
ในปัจจุบันกฎหมายเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในและกระแสของโลกานุวัตร กระแสของโลกานุวัตรเรียกร้องการเปิดเสรีในการผลิตและการค้า ในขณะที่การคุ้มครองอุตสาหกรรมเรียกร้องการคุ้มครองช่วยอุดหนุน และกีดกันกระแสของโลกานุวัตร กรณีแรงกดดันระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เต็มรูปแบบนั้น แสดงให้เห็นถึงการพ่ายแพ้ของอำนาจต่อรองของอุตสาหกรรมภายใน การแก้กฎหมายให้มีการคุ้มครองสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยาและลิขสิทธิ์ ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นตัวอย่างของสภาพการณ์ข้างต้น
กฎหมายเศรษฐกิจไทยได้เอนเอียงให้ประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและกระแสของโลกานุวัตรมากกว่าการคุ้มครองอนุรักษ์ทรัพยากร
ธรรมชาติ
การที่กฎหมายยังไม่ยอมรับสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้
แต่กลับเน้นที่การทำไม้
แสดงให้เห็นถึงการขาดอำนาจ
ต่อรองของชาวบ้านและจารีตประเพณีที่มีอยู่
การลงนามในอนุสัญญาการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ
ค.ศ. 1992 แสดงให้เห็นถึง
กระแสโลกานุวัตรที่ต้องการให้ทุกคนมีสิทธิใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่มากมายในป่าเมืองร้อนของประเทศไทย
โดยไม่มีการตอบแทนประโยชน์ต่อผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร
กรณีศึกษาต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กฎหมายไทยจะต้องให้ความสำคัญต่อบทบาทของการกำหนดกรอบการใช้นโยบาย ควบคุมผู้ใช้นโยบายและกฎหมายเท่า ๆ กับที่เคยมีบทบาทของการเป็นเครื่องมือในการนำนโยบายไปปฏิบัติ กฎหมายต้องส่งเสริม การขยายจำนวนและขอบเขตของกลุ่มผลประโยชน์ให้มีบทบาทในการร่วมกำหนดนโยบายของรัฐให้รวมไปถึงผู้บริโภค เกษตรกร และองค์กรพัฒนาเอกชน ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะการยอมรับสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมในชื่อต่าง ๆ เท่าที่เป็นมาอยู่ในคณะกรรมการ และกฎหมายต่างๆ กฎหมายควรกำหนดให้มีการรับฟังความเห็นสาธารณะซึ่งผู้ที่มีส่วนได้เสียจะต้องมาเสนอความเห็นพร้อมหลักฐาน ก่อนที่จะมีการเสนอหรือแก้ไขกฎหมายเศรษฐกิจในเรื่องสำคัญ ทั้งในระดับพระราชบัญญัติและอนุบัญญัติ (กฎระเบียบของฝ่ายบริหาร) การกำหนดเช่นว่านี้จะทำให้เกิดความสมดุลในการต่อรองและผลักดันนโยบาย ผ่านกฎหมายของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น ประเด็นเหล่านี้เป็นอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและการพัฒนาสังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น
คำตอบว่าใครได้อะไร
อย่างไร
จากกฎหมายกับการพัฒนาสังคมจึงถูกสะท้อนอยู่ในกรณีศึกษาต่าง
ๆ
กลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจต่อรองก็เป็น
"ผู้ได้"
โดยการผลักดันนโยบายผ่านกระบวนการในการตรากฎหมาย
บทบาทของกฎหมายในการควบคุมการกำหนดนโยบาย
และการใช้ดุลพินิจของผู้ใช้กฎหมายเป็นหัวใจของการพัฒนาสังคมไทยที่มีดุลยภาพและเป็นธรรมขึ้นในอนาคต
ธันวาคม 2536