Publication Code: Y92Q
โดย อนุภาพ ถิรลาภ
สารบัญ
ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า ประเทศแถบเอเซียตะวันออกมีบทบาทอย่างมากในการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เพียงไม่ถึงครึ่งศตวรรษ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองจากประเทศเกษตรกรรมที่ยากจนมาสู่ประเทศ อุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีความก้าวหน้าที่มีพื้นฐานของความสำเร็จจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและทางเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้ง สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การปรับตัวเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศเกาหลี และไต้หวัน ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ทั้ง ๆ ที่เริ่มต้นจากการขาดแคลนปัจจัยเพื่อการพัฒนาทั้งทุนและเทคโนโลยี กล่าวโดยสรุปถึงแม้ว่า ประเทศเหล่านี้จะอยู่ในระดับและขั้นตอนของการพัฒนาที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ประเทศเหล่านี้อยู่ในระบบเศรษฐกิจ แบบเสรีที่รัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในขบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม
ในกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกข้างต้นต่างก็มี "อุตสาหกรรมเป้าหมาย" จำนวนหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมในช่วงระยะเวลาที่กำหนด โดยที่อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับสิทธิพิเศษในเรื่องต่าง ๆ เช่น เงินกู้ การยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีศุลกากร และอื่น ๆ สำหรับในประเทศไทย นั้นแนวทางการปฏิบัติดังกล่าวยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญและเร่งด่วน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันได้เริ่มมีเสียง เรียกร้องเพิ่มขึ้นให้มีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นการแก้ไขจุดบกพร่องของระบบตลาด นโยบายที่ควรจะคำนึงถึง เช่น การให้ลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรม การจัดสรรทรัพยากรไปสู่อุตสาหกรรมเฉพาะอย่าง การจัดรูปแบบองค์กรอุตสาหกรรม การให้ความสะดวกในการเสาะหาวัตถุดิบ ตลอดจนการแสวงหาและการกระจายข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น
แม้ว่าบทความนี้มุ่งที่จะเสนอข้อคิดเห็นและข้อโต้แย้งในประเด็นที่มีการกล่าวถึงข้างต้นนี้ แต่ก็ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะเป็นข้อยุติ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ขอบข่ายของการพิจารณาของบทความนี้มีดังต่อไปนี้
ก. กฎเกณฑ์
ที่ใช้เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะให้การส่งเสริมเป็นพิเศษ
และเหตุผลสนับสนุนการใช้มาตรการให้สิทธิพิเศษ
แก่อุตสาหกรรมเป้าหมายในกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออก
ข.
เงื่อนไขที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการใช้นโนบายอุตสาหกรรมเป้าหมายจากประสบการณ์ของประเทศเหล่านี้
ค.
เสนอข้อสนับสนุนและเหตุผลต่อการนำนโยบายอุตสาหกรรมดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย
ประเด็นของบทความนี้อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ประการ
ประการแรก
การมีโนบายอุตสาหกรรมและให้สิทธิพิเศษต่าง
ๆ
แก่อุตสาหกรรมจะก่อให้เกิดผลดี
ก็ต่อเมื่อกลไกตลาดล้มเหลว
แต่เหตุผลที่อุตสาหกรรมควรจะได้รับการส่งเสริมนั้นมิใช่เพียงแต่อุตสาหกรรมเหล่านั้นต้องการความประหยัดอันเกิดจากขนาด
(scale economies)
มีความไม่แน่นอน (uncertainty)
และมีต้นทุนดำเนินการสูง (transaction cost)
เท่านั้น
แต่เป็นเพราะว่าอุตสาหกรรม
เหล่านั้นก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก
(positive externatlity) ในทางบวก
และการลดต้นทุน (cost
reduction)โดยทั่วไปอีกด้วย
ประการที่สอง หากปราศจากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและมาตรการที่เหมาะสมแล้ว ผลดีของการใช้นโยบายอุตสาหกรรมอาจจะไม่เกิดขึ้น และบางครั้งยังจะกลับเป็นเครื่องถ่วงการพัฒนาอีกด้วย นโยบายอุตสาหกรรมไม่ควรที่จะมีแค่วัตถุประสงค์ที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ควรจะสามารถติดตามกำกับและควรคุมได้อย่างมีประสิทธิผล มาตรการส่งเสริมต่างๆ ที่ใช้ได้อาจจะมีตั้งแต่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการทางการเงินและการคลัง ตลอดจนมาตรการอื่น ๆ ที่มิใช่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น การใช้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ การให้บริการข้อมูลข้อสนเทศ และการให้บริการทางเทคนิค เป็นต้น
ประการที่สาม
นโยบายอุตสาหกรรมอาจจะไม่เกิดผลได้
หากขาดความมีพลวัตร (dynamism)
ตามการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนา
อุตสาหกรรม
และขาดเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความสามารถที่จะทำงานร่วมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่าง
ๆ ในภาคอุตสาหกรรม
ตลอดจนหน่วยงาน ที่ปรึกษาอื่น ๆ
ประการที่สี่
นโยบายอุตสาหกรรมของประเทศไทย
นอกจากจะมีขอบเขตนโยบายที่คับแคบจำกัดแล้ว
ยังไม่อาจจะนำไปปฏิบัติได้
อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
อาจจะกล่าวได้ว่านโยบายอุตสาหกรรมในประเทศที่ผ่านมายังคงเป็นนโยบายในระดับกระทรวง
ที่ไม่มีความชัดเจนในวัตถุประสงค์
และวิธีการปฏิบัติ
ข้อบกพร่องของกลไกนโยบาย (policy failure)
เช่นนี้ มีผลกระทบในทางลบ
ต่อการพัฒนาขีดความสามารถอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างเห็นได้ชัด
ธันวาคม 2535