Publication Code: Y92M
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
สารบัญ
การท่องเที่ยวและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่ได้เกิดขึ้นโดด ๆ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยอันสลับซับซ้อนที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทย นับตั้งแต่การขยายตัวของการผลิตในเชิงพาณิชย์ การขยายอำนาจของรัฐ การเปิดให้ระบบเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรมไทยได้สัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น การขยายระบบสื่อสารคมนาคมภายใน เป็นต้น เหตุฉะนั้น จะมีหรือไม่มีการท่องเที่ยว และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว
วัฒนธรรมไทยย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ วัฒนธรรมนั้นอาจกล่าวได้ว่ามีความหมายสองระดับ ตามที่เข้าใจกันทั่วไป หมายถึง ศิลปะ ความเชื่อ พิธีกรรม ประเพณี และวิทยาการซึ่งสังคมหนึ่ง ๆ สร้างสรรค์หรือปรับปรุงขึ้นให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ความหมาย เช่นนี้นับเป็นความระดับบนของวัฒนธรรม สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์หรือรับจากผู้อื่นมาปรับปรุงขึ้นเป็นศิลปะ ความเชื่อ หรือประเพณีต่าง ๆ นั้น อันที่จริงแล้วก็เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการที่มนุษย์ในสังคมหนึ่ง จะจัดความสัมพันธ์กันเอง และสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อมอย่างไรนั่นเอง มนุษย์ในแต่ละสังคมมีทางเลือกที่จะจัดความสัมพันธ์ดังกล่าวได้หลายลักษณะ อย่างไรก็ตาม การที่ระบบความสัมพันธ์หนึ่ง ๆ จะดำรงอยู่ สืบทอดไปได้เป็นเวลานานนั้น จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมสำหรับรองรับระบบความสัมพันธ์นั้น เช่น ความเชื่อ หรือศาสนา ศิลปะ ประเพณี ภาษา เป็นต้น เหตุฉะนั้นจึงอาจะกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมในความหมายระดับรากฐานจริง ๆ แล้ว คือระบบความสัมพันธ์ของสังคมนั้น ๆ นั่นเอง
วัฒนธรรมในความหมายนี้เป็นนามธรรมที่ไม่สามารถชี้ให้เห็นได้
นอกจากต้องอาศัยพฤติกรรมที่แสดงออกด้วยพิธีกรรม
ศาสนา ค่านิยม
มารยาท ศิลปะ
การปกครอง การผลิต
การกระจายผลผลิต เป็นต้น
เป็นเครื่องบ่งชี้อีกต่อหนึ่ง
จึงทำให้วัฒนธรรมในความหมายนี้ไม่ค่อยมี
ผู้กล่าวถึง
เมื่อจะกล่าวถึงวัฒนธรรมก็มักจะเน้นกันแต่เครื่องมือของระบบความสัมพันธ์ซึ่งเป็นรูปธรรมกว่า
เหตุฉะนั้น เครื่องมือของระบบความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ ประเพณี งานฉลองใด ๆ ของสังคมหนึ่ง ๆ นั้น หากวิเคราะห์ไปถึงที่สุดแล้ว ก็จะพบว่าเครื่องมือของระบบความสัมพันธ์เหล่านี้ย่อมมีหน้าที่ในการจรรโลงโครงสร้างความสัมพันธ์ของสังคมนั้น ๆ เอาไว้
เมื่อโครงสร้างความสัมพันธ์ต้องเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับระบบเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เครื่องมือของ ระบบความสัมพันธ์ เช่น พิธีกรรม ศาสนา วิทยาการ ศิลปะ เป็นต้น ว่าเป็นผลมาจากการท่องเที่ยวหรือ นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ย่อมเป็นการตื้นเขินเกินไป และทำไม่ได้ในความจริง
งานศึกษาชิ้นนี้ไม่มุ่งจะตอบคำถามว่าการท่องเที่ยวให้ผลกระทบอะไรต่อวัฒนธรรมบ้าง
แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อันสลับ
ซับซ้อนของปัจจัยต่าง
ๆ รวมทั้งการท่องเที่ยวด้วย
ที่เป็นผลให้โครงสร้างความสัมพันธ์หนึ่ง
ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งย่อมจะต้อง
ทำให้เครื่องมือของระบบความสัมพันธ์
หรือวัฒนธรรมส่วนที่เป็นรูปธรรมต้องเปลี่ยนแปลงตามไปได้ด้วย
งานศึกษาชิ้นนี้ยังมุ่งจะชี้ให้เห็นถึง
ความสอดคล้องกันระหว่างวัฒนธรรม
ส่วนที่เป็นรูปธรรมซึ่งได้แปรเปลี่ยนไปกับโครงสร้างความสัมพันธ์ที่เกิดขึ่นใหม่
เช่น ระหว่าง
การจัดงานบุญบั้งไฟแบบใหม่ที่ยโสธรกับโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนกลุ่มต่าง
ๆ ในเมืองยโสธรปัจจุบัน
ฉะนั้น
หากพบว่างานบุญบั้งไฟแบบใหม่นี้ไม่น่าพอใจ
เพราะไม่ได้ทำ "หน้าที่"
อย่างที่เคยทำมาแก่ชุมชน
หรือโครงสร้างความสัมพันธ์
ในอุดมคติหรือในอดีต
ก็ควรยอมรับด้วยว่างานบุญบั้งไฟแบบใหม่มี
"หน้าที่"
ตอบสนองโครงสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนใหม่
คือ
เมืองยโสธร
โครงสร้างความสัมพันธ์นี้อาจจะไม่น่าพอใจเท่ากับโครงสร้างความสัมพันธ์ที่เคยมีในหมู่บ้านเพราะเปิดโอกาสให้มี
การครอบงำกัน
มีการเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น
โดยที่กลไกสำหรับการควบคุมพฤติกรรมเช่นนั้นไม่มีหรือถึงมีก็อาจไม่มีประสิทธิภาพ
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกลไกในวัฒนธรรมเก่าหมดสมรรถภาพที่จะควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ในโครงสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ ในขณะที่กลไกใหม่ยังไม่พัฒนาขึ้นได้ทันที่จะเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์พอจะควบคุมพฤติกรรมมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ (ดังจะเห็นตัวอย่างเช่นนี้ได้ในงานบุญบั้งไฟของยโสธรหลายเรื่องด้วยกัน) สภาพ "ช่องว่างทางวัฒนธรรม" เช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมที่ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกือบทุกแห่ง การจะรักษากลไกของวัฒนธรรมเก่าไว้ให้คงเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ทางโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้น การจะปลูกฝังกลไกใหม่ที่ไม่มีในวัฒนธรรมเดิม (เช่น การเคารพกฎหมายของส่วนกลางซึ่งไม่มีรากฐาน ของประเพณีรองรับ) ให้ได้รวดเร็วจนเกิดกลไกใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
ปัญหาจึงกลับมาอยู่ที่ว่ากลไกในวัฒนธรรมเก่านั้นถูกเปลี่ยนโดยไม่มีโอกาส "ปรับตัว" สำหรับเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง จนทำให้หมดพลังที่จะเป็นเครื่องกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ไปได้อย่างไร ในแง่นี้การท่องเที่ยวในแง่วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เข้ามามีส่วนเร่งเร้าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจนทำให้โอกาสของการปรับตัวเกิดขึ้นไม่ได้สักเพียงใด
แนวทางการศึกษา
จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้มีสามประการ คือ
1.
สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างปัจจัยต่าง
ๆ และการท่องเที่ยว
ในการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
2.
ประเมินว่าการท่องเที่ยวมีส่วนอย่างไร
(กล่าวคือ ไม่ใช่มากน้อยเพียงใด)
ในการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
3.
สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับข้อจำกัดในการวางนโยบายการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม
แต่ในขณะเดียวกัน
ในท่ามกลางข้อจำกัดนี้
การท่องเที่ยวก็อาจมีบทบาทในการสร้างสรรค์ได้เช่นกัน
การศึกษานี้ต้องการสำรวจดูว่าบทบาทดังกล่าวนี้
จะทำได้อย่างไร
การเข้าหาปัญหาที่จะทำให้ได้คำตอบที่กล่าวนี้ เห็นว่าไม่มีวิธีอื่นใดดีไปกว่าการเลือกความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมบางด้าน ซึ่งมีการท่องเที่ยวเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยขึ้นมาศึกษา โดยเลือกสรรบางกรณีของความเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาเฉพาะ เนื่องจากโดยวิธีการศึกษาลงลึกอย่างนี้เท่านั้นที่จะทำให้สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของการศึกษาได้
อย่างไรก็ตาม
ใคร่กล่าวไว้ในเบื้องแรกนี้เลยว่า
การศึกษาลักษณะเช่นนี้จะให้ความรู้ความเข้าใจมากกว่าการให้ข้อมูลรูปธรรมที่จะ
สามารถนำไปสร้างนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างชัดเจน
พฤศจิกายน 2535