Publication Code: Y92L
โดย อารยะ ปรีชาเมตตา
สารบัญ
ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวอย่างมากในช่วงปี 2530-2533 นั้น โรงงานขนาดเล็กในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลกลับมี สัดส่วนที่ลดน้อยลง และโรงงานขนาดใหญ่มีการกระจุกตัวในเขตจังหวัดใกล้ ๆ กรุงเทพฯ มากขึ้น เมื่อพิจารณาโดยใช้สาขาอุตสาหกรรม เป็นเกณฑ์แล้ว อุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทจะมีโรงงานขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นอุตสาหกรรมทางด้านเคมีภัณฑ์ โรงกลั่น และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเครื่องจักรไฟฟ้า เป็นต้น
จุดเด่นของโรงงานขนาดเล็กก็คือ
ผลดีในการจ้างงาน
เพราะโรงงานขนาดเล็กมีสัดส่วนในการใช้แรงงานต่อปัจจัยทุนที่สูงกว่าโรงงาน
ขนาดใหญ่
ทำให้สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศไปได้ระดับหนึ่ง
ส่วนปัญหาของโรงงานขนาดเล็ก
ได้แก่
การที่แรงงานมีประสิทธิผล (Labour
Productivity) ต่ำ
และการแข่งขันมักจะมุ่งเน้นในเรื่องของการตัดราคากันเองแทนการเพิ่มประสิทธิภาพ
มีการกดอัตราค่าจ้างและเพิ่มชั่วโมงทำงานของแรงงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทั้งโรงงานและลูกจ้างไม่มีแรงจูงใจ
ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของตนอย่างจริงจัง
และวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่ผ่านมาก็เน้นในเรื่อง
ของการกระจายรายได้ออกไปสู่ชนบทมากกว่าที่จะมุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของอุตสาหกรรมโดยรวม
นโยบายอุตสาหกรรม ทั้งที่เป็นนโยบายโดยทั่วไป และนโยบายเฉพาะสาขาอุตสาหกรรมมีส่วนก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ในอุตสาหกรรมที่มีขนาดแตกต่างกันได้
ในส่วนของนโยบายโดยทั่วไปนั้น
แต่เดิมภาษีการค้าและธุรกิจ (Business
Tax)
จะเป็นอุปสรรคต่อระบบการจ้างเหมาซึ่งส่วนใหญ่
จะเป็นโรงงานขนาดเล็ก
ส่วนภาษีรายได้นิติบุคคลนั้น
โรงงานขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมจะได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว
ทำให้โรงงานขนาดเล็กที่ไม่ได้รับการส่งเสริมเสียเปรียบ
ส่วนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำมีผลให้โรงงานขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานเข้มข้น
(Labour Intensive)
และโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกหลีกเลี่ยงการไปตั้งโรงงานในเขตภูมิภาคทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้น้อย
และยังเป็นการลดโอกาสที่จะขยายตลาดท้องถิ่นที่จำกัดไปสู่ตลาดส่งออก
ทำให้อุตสาหกรรมขนาดเล็กในเขตภูมิภาคไม่ได้ประโยชน์
ไปด้วย
ส่วนนโยบายการให้สินเชื่อแก่อุตสาหกรรมขนาดย่อมโดยรัฐนั้น
ที่ผ่านมาสามารถทำได้เพียงในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด
การกำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้โดยทั่วไปก็เป็นผลเสียต่อโรงงานขนาดเล็กมากกว่าผลดี
นโยบายที่ให้การคุ้มครองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อทดแทนการนำเข้า
(ตัวอย่างเช่น
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี)
โดยมุ่งเน้นให้
อุตสาหกรรมดังกล่าวต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก
ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะส่งออก
ในขณะที่ผู้ใช้และอุตสาหกรรมอื่น
ที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องแบกภาระซื้อในราคาที่สูงกว่าการนำเข้า
นอกจากนี้รัฐยังเพิ่มความซับซ้อนในทางปฏิบัติ
โดยการให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกให้สามารถนำเข้าวัตถุดิบประเภทที่ได้รับการคุ้มครองโดยให้ลดหย่อนภาษีนำเข้า
(ตัวอย่างเช่น เม็ดพลาสติก)
ทำให้โรงงานส่งออกซึ่งโดยมากเป็นโรงงานขนาดใหญ่อาจลักลอบขายสินค้าที่เหลือจากที่ถูกกำหนดให้ต้องส่งออก
ได้ภายในประเทศโดยมีต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำกว่าโรงงานขนาดเล็กที่ไม่สามารถส่งออกได้
พฤศจิกายน 2535