บทที่ 3 |
นโยบายควบคุมเทคโนโลยีเข้ารหัส |
ในบทนี้ผู้วิจัยจะกล่าวถึงความจำเป็นของนโยบายควบคุมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในการรักษาความลับ (confidentiality) ของข้อมูล สำรวจนโยบายดังกล่าวของประเทศต่างๆ และเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายดังกล่าวในประเทศไทย
3.1 นโยบายการเข้ารหัส
เดิมเทคโนโลยีเข้ารหัสถือเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เฉพาะในการทหาร อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในด้านอื่นๆ ในปัจจุบันทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวพ้นสภาพจากการเป็นเทคโนโลยีด้านการทหารอย่างเดียว (single use) มาสู่เทคโนโลยีที่สามารถใช้งาน สองด้าน (dual use) ทั้งด้านการทหารและด้านพลเรือน กล่าวคือ ในปัจจุบันธุรกิจอาจใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการประกอบการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการซื้อขายสินค้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งถือเป็นการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค การใช้ในเครือข่ายเอกชนเสมือน (virtual private network) ในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจและธุรกิจ การเข้ารหัสสัญญาณภาพ ของเคเบิลทีวีเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกสามารถรับชมรายการได้ ตลอดจนการที่ประชาชนทั่วไปใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อป้องกัน การถูกดักฟังในการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์เป็นต้น
การที่เทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ทั้งในด้านการทหารและด้านพลเรือน ทำให้เกิดปัญหาว่า เราจะสามารถสร้างความสมดุลย์ ระหว่างการสร้างความสามารถของรัฐในการคุ้มครองประชาชนจากภัยคุกคามต่างๆ กับการคุ้มครองความเป็นอยู่ส่วนตัว (privacy) และเสรีภาพ ในการสื่อสารของประชาชนตลอดจนความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจได้อย่างไร กล่าวคือหากรัฐมีนโยบายปล่อยให้ประชาชนและธุรกิจ สามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเสรีโดยไม่มีข้อจำกัดแล้ว รัฐอาจประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายในการตรวจจับการสื่อสารของ ผู้ก่อการร้าย อาชญากร หรือรัฐบาลของประเทศศัตรู ในทางตรงกันข้ามหากรัฐมีนโยบายในการควบคุมการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว อย่างเข้มงวดเกินไป ก็จะปิดโอกาสของธุรกิจและประชาชนในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าว และละเมิดความเป็นอยู่ส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน
ประเทศต่างๆ พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยอนุญาตให้ประชาชนมีเสรีภาพในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้ในในสภาวะปรกติ แต่กำหนดให้รัฐสามารถเข้าถึงและถอดรหัสข้อมูลที่เข้ารหัสได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือที่เรียกกันว่า การเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยหน่วยงานรัฐ (lawful state access) ในบางสถานการณ์เช่น เมื่อสงสัยว่าจะมีการก่อการร้าย หรือการละเมิดกฎหมายต่างๆ เช่นการฟอกเงิน การหลบเลี่ยงภาษี การฝ่าฝืนกฎหมายการแข่งขันเป็นต้น เราสามารถเรียกนโยบายการควบคุมเทคโนโลยีเข้ารหัสในลักษณะดังกล่าว ตลอดจนนโยบายอื่นที่เกี่ยวกับการควบคุมการผลิต การใช้ประโยชน์ การส่งออก และการนำเข้าเทคโนโลยีเข้ารหัสโดยรวมๆ ว่า นโยบายเทคโนโลยีเข้ารหัส (encryption policy)
ประเทศอุตสาหกรรมในตะวันตกส่วนใหญ่มักไม่มีข้อจำกัดในนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าวจากประเทศอื่น แต่มักควบคุมการส่งออกผลิตภัณฑ์ ที่มีเทคโนโลยีเข้ารหัสไปยังประเทศที่เคยปกครองในระบบสังคมนิยมหรือประเทศอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด เพื่อป้องกัน การส่งออกเทคโนโลยีเข้ารหัสและผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนไหวในด้านความมั่นคงไปยังประเทศเหล่านั้น ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ ได้ทำความตกลงที่เรียกว่า ความตกลงวัสเซนน่าร์ว่าด้วยการควบคุมการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์และสินค้าและเทคโนโลยีที่ใช้ได้ ทั้งในด้านการทหารและพลเรือน (Wassenaar Arrangement on Export Controls for Conventional Arms and Dual-use Goods and Technologies)14 ส่วนประเทศในค่ายสังคมนิยมเดิมเช่นจีนและรัสเซียหรือประเทศที่มีความเป็นห่วงด้านความมั่นคงสูง เช่น เกาหลีใต้ มักมีข้อจำกัดในการนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าว15
นอกเหนือจากการควบคุมการส่งออกหรือการนำเข้าแล้ว วิธีการในการควบคุมเทคโนโลยีเข้ารหัสที่สำคัญอื่นๆ คือการจำกัดความยาวของกุญแจ (key length) ที่สามารถใช้ได้ และการกำหนดให้มีระบบการเก็บหรือกู้กุญแจ การจำกัดความยาวของกุญแจที่สามารถใช้ได้จะทำให้หน่วยงานรัฐ สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขีดความสามารถสูงในการถอดรหัสของข้อมูลที่ต้องการตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามการควบคุมโดยวิธีนี้ จะทำให้ระบบข้อมูลโดยรวมมีความปลอดภัยต่ำลงและเสี่ยงต่อการถูกผู้อื่นนอกจากหน่วยงานรัฐถอดรหัสด้วยวิธีการเดียวกัน การอนุญาตให้ใช้ เทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีขีดความสามารถสูง (strong encryption) แต่กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยใช้ระบบการเก็บกุญแจหรือการกู้กุญแจจึงเป็นวิธีที่ดีกว่า16
การเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายโดยหน่วยงานรัฐ โดยใช้ระบบเก็บกุญแจ (key archiving) หมายถึงการที่รัฐกำหนดให้ผู้ใช้เทคโนโลยี เข้ารหัสต้องทำกุญแจลับสำรองแล้วจัดเก็บไว้ที่ใดที่หนึ่ง ตัวอย่างที่รู้จักกันดีของระบบ ดังกล่าว คือ ระบบฝากกุญแจ (key escrow) ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่รัฐแต่งตั้ง (authorized people) เช่น องค์กรออกใบรับรองของผู้ใช้เก็บกุญแจสำรองไว้เพื่อใช้ในการถอดรหัส ในกรณีที่รัฐต้องการตรวจสอบ ในช่วงต้นปี 1996 รัฐบาลสหรัฐเคยจะนำระบบดังกล่าวมาใช้แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากได้รับ การต่อต้านอย่างรุนแรงจากองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ในประเทศ ด้วยเหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความเป็นส่วนตัวของประชาชน
ส่วนการเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายโดยหน่วยงานรัฐโดยใช้ระบบกู้กุญแจ (key recovery) เป็นวิธีการที่ผู้ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสไม่ต้อง ฝากกุญแจลับของตนไว้กับผู้อื่น แต่จะใช้กุญแจสาธารณะของหน่วยงานกู้กุญแจเข้ารหัสกุญแจลับของตน แล้วผนวกลงไปในข้อมูลที่ต้องการ เข้ารหัสด้วย เมื่อรัฐต้องการตรวจสอบก็จะสามารถใช้กุญแจลับของหน่วยงานกู้กุญแจถอดรหัสกุญแจลับของผู้ใช้มาถอดรหัสดูข้อมูลอีกทีหนึ่ง เมื่อปี 1997 หน่วยงานสอบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐ เคยประกาศห้ามใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีขีดความสามารถสูงที่ไม่มีระบบการกู้กุญแจ (key recovery) อย่างไรก็ตามการควบคุมดังกล่าวก็ถูกต่อต้านอย่างหนักเช่นเดียวกัน
3.2 ตัวอย่างนโยบายเทคโนโลยีเข้ารหัสของประเทศต่าง ๆ
ตามกฎหมายของสหรัฐในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ารหัสถือเป็นสินค้ายุทธภัณฑ์ (munition) เช่นเดียวกับอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย การส่งออก เทคโนโลยีดังกล่าวถูกควบคุมด้วยกฎหมายว่าด้วยการค้าอาวุธ (Defense Trade Regulation) ซึ่งเดิมเรียกว่ากฎหมายการค้าอาวุธระหว่างประเทศ (International Traffic in Arms Regulation หรือ ITAR) กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การส่งออกเทคโนโลยีดังกล่าวจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ (Ministry of Commerce) เท่านั้น อย่างไรก็ตามในระยะหลังรัฐบาลสหรัฐเริ่มตระหนักว่า นโยบายดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ของสหรัฐเองโดยจะผลักดันให้ผู้ประกอบการสหรัฐต้องย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ จึงได้เริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดดังกล่าวลงจนในที่สุดยินยอมให้ผู้ผลิตสามารถส่งออกเทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีความยาวของกุญแจไม่เกิน 40 บิท และ 56 บิทในกรณีการส่งออกเพื่อใช้ในสถาบันการเงิน และต่อมาในเดือนกันยาน 1999 รัฐบาลได้ผ่อนคลายกฎระเบียบในการส่งออกอีกครั้ง โดยลดข้อจำกัดในการส่งออกผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีความยาวของกุญแจไม่เกิน 64 บิท โดยให้ผู้ส่งออกขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ ครั้งเดียวสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น ส่วนผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีความยาวของกุญแจเกิน 64 บิท ก็จะสามารถส่งออกได้เป็นกรณีพิเศษ หากเป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบให้ใช้กับผู้ใช้ทั่วไป (end user) ที่ไม่ต้องการการสนับสนุนทางเทคนิคมาก และประเทศที่ส่งออกไม่ใช่ประเทศ ในบัญชีรายชื่อต้องห้าม
แคนาดาไม่มีข้อจำกัดในการส่งออกเทคโนโลยีเข้ารหัสใดๆ
ไปยังสหรัฐ
และสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ลายมือชื่อดิจิตัลได้โดยไม่มีข้อจำกัด
นอกจากนี้แคนาดายังไม่มีข้อจำกัดในการนำเข้าและการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในประเทศ
อย่างไรก็ตามแคนาดามีนโยบายการ
ควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีเข้ารหัสเช่นเดียวกับสหรัฐ
ในอดีตแคนาดาเคยอนุญาตให้ส่งออกเทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีความยาวของกุญแจไม่เกิน
40 บิทเท่านั้น
ยกเว้นสถาบันการเงินต่างๆ
ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเทคโนโลยี
DES ที่มีความยาวของกุญแจไม่เกิน 56
บิทได้ ต่อมาในปี 1996
แคนาดาได้ทดลองเปิดการส่งออกเทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีความยาวของกุญแจไม่เกิน
56
บิทไปยังประเทศต่างเป็นการทั่วไป17
ตารางที่ 3.1 สรุปข้อจำกัดในการใช้ ส่งออกและนำเข้าเทคโนโลยีเข้ารหัสของประเทศต่างๆ บางประเทศ
3.3 แนวคิดในการกำหนดนโยบายควบคุมเทคโนโลยีเข้ารหัส
ในการกำหนดนโยบายเทคโนโลยีเข้ารหัส ผู้กำหนดนโยบายควรมุ่งรักษาสมดุลย์ระหว่างการส่งเสริมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครอง เสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนและการเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายโดยรัฐ ตลอดจนรักษาความสอดคล้องทางนโยบายกับ ประเทศต่างๆ ตัวอย่างการกำหนดนโยบายในลักษณะดังกล่าวที่ประเทศไทยสามารถอ้างอิงเป็นต้นแบบได้ คือ แนวทางการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัส ขององค์กรความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งบางประเทศเช่นเกาหลีใต้ใช้เป็นแนวทางในการออกกฎหมายควบคุม เทคโนโลยีการเข้ารหัส (cryptography law)
แนวทางการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสขององค์กรความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาประกอบด้วยหลักการ
8 ข้อดังต่อไปนี้
ในปัจจุบันประเทศไทยควบคุมการนำเข้าสินค้า
20
รายการและควบคุมการส่งออกสินค้าประมาณ
10 รายการโดยใช้ระบบใบอนุญาต ตาม
พ.ร.บ.
การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
พ.ศ. 2522 โดยมีเหตุผลต่างๆ เช่น
เหตุผลในการห้ามการนำเข้า
ได้แก่
การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
(เช่นหินอ่อน เส้นใยไหม)
การรักษาสิ่งแวดล้อม
(เช่นจักรยานยนต์ใช้แล้ว)
การป้องกันการละเมิดทรัพย์สิน
ทางปัญญา
(เช่นชิ้นส่วนและเครื่องจักรสำหรับทำซ้ำเทปและแผ่นซีดี)
และห้ามส่งออกสินค้าบางรายการ
ซึ่งส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน
ความขาดแคลนในประเทศ (เช่น
ปุ๋ยต่างๆ ยกเว้นปุ๋ยเคมี)
การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
(เช่นทราย)
แต่ไม่มีการห้ามส่งออกและนำเข้า
เทคโนโลยีเข้ารหัสแต่อย่างใด
การผลิต
การส่งออกและการนำเข้าตลอดจนการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจึงสามารถดำเนินไปได้อย่างเสรี
ในฐานะที่ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตเทคโนโลยีดังกล่าว การเปิดกว้างให้ประชาชนและธุรกิจสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้ตาม ความต้องการของตนเองโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องการนำเข้าและการใช้น่าจะมีผลดีในการเอื้ออำนวยให้เกิดการรับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามในอนาคตหน่วยงาน ด้านความมั่นคงและ หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายต่างๆ อาจเห็นความจำเป็นในการควบคุมเทคโนโลยีเข้ารหัส โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันการก่อการร้าย การก่ออาชญากรรม การฟอกเงิน การเผยแพร่สารสนเทศที่ขัดกับกฎหมาย เช่น ภาพลามกอนาจาร หรือการละเมิดกฎหมายอื่นๆ ในประเด็นนี้ผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสนใจต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย การตรวจการกักหรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคล มีติดต่อถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
จะเห็นได้ว่าเจตนารมย์ของบทบัญญัติดังกล่าวคือการรับประกันเสรีภาพในการสื่อสารและความเป็นส่วนตัวของประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าวมิได้ห้ามมิให้รัฐกำหนดนโยบายเทคโนโลยีเข้ารหัสเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งอาจตีความได้ว่ารัฐธรรมนูญมิได้ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตามเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายการเข้าถึงข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายของรัฐควรมีแนวทางดังต่อไปนื้
ในทางปฏิบัติการกำหนดนโยบายดังกล่าวอาจทำได้โดยออกบทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองข้อมูล (data protection law) หรือกฎหมายอาชญากรรม ทางคอมพิวเตอร์ (computer crime law) ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติกำลังอยู่ในระหว่างเตรียมการยกร่าง การพิจารณาว่าเนื้อหาดังกล่าวควรถูกบัญญัติในกฎหมายฉบับใดนั้น อาจขึ้นอยู่กับแนวทางการปฏิบัติเช่นหากต้องการกำหนดแนวทางของรัฐ ในการสืบค้นและยึดหลักฐานในการประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ก็อาจกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวในกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ในการยกร่างกฎหมายดังกล่าว ผู้เกี่ยวข้องควรติดตามความเคลื่อนไหวของการออกกฎหมายหรือกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกัน ในต่างประเทศโดยเฉพาะความตกลงขององค์กรความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคตประเทศไทย จำเป็นต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศในระดับพหุภาคีหรือทวิภาคีในการปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และควรเปิดรับข้อคิดเห็น จากประชาชนในวงกว้างในการออกกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่อยู่ในข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ตารางที่ 3.1 นโยบายการเข้ารหัสของประเทศต่างๆ
| ประเทศ | ข้อจำกัดในการส่งออก-นำเข้า | ข้อจำกัดในการใช้ในประเทศ |
| ออสเตรเลีย | ต้องขออนุญาตเป็นรายลักษณ์อักษรในการส่งออก อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัส | ไม่มีข้อจำกัด |
| แคนาดา | เป็นไปตามความตกลงวัสเซนนาร์ ไม่มีข้อจำกัดในการส่งออก ไปยังหรือนำเข้าจากสหรัฐ | ไม่มีข้อจำกัด |
| ฝรั่งเศส | ต้องสำแดงอุปกรณ์ที่รักษาความถูกต้อง (authentication-only or integrity-only) และต้องขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออก อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสอื่นๆ | สามารถใช้การเข้ารหัสในการรักษาความลับ ได้หากมีการเก็บกุญแจไว้กับบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ การใช้งานอื่นๆ เช่นเพื่อรับรอง และระบุตัวบุคคลไม่มีข้อจำกัด |
| ญี่ปุ่น | เป็นไปตามความตกลงวัสเซนนาร์ และการส่งออกเกินกว่า 5 หมื่นหน่วยต้องขออนุญาตเป็นพิเศษ | ไม่มีข้อจำกัด |
| สิงคโปร์ | ไม่ทราบแน่ชัด | การเข้ารหัสโดยฮาร์ดแวร์ (hardware encryption) จะต้องได้รับอนุญาตก่อน |
| เกาหลีใต้ | ห้ามการนำเข้า | ห้ามการส่งออก |
| สหรัฐ | ห้ามการส่งออกเทคโนโลยีเข้ารหัสที่มีขีดความสามารถสูง | ไม่มีข้อจำกัด |
| ปากีสถาน | ไม่มีข้อจำกัด | ห้ามการเข้ารหัสเสียง (voice-encryption) |
| รัสเซีย | ต้องมีใบอนุญาตในการส่งออกหรือนำเข้า | ห้ามการเข้ารหัสโดยไม่ได้รับอนุญาต |
| จีน | ห้ามนำเข้าและส่งออกอุปกรณ์ที่เข้ารหัสเสียง (voice-encryption device) | ไม่ทราบสถานะ |
ที่มา:
ปรับปรุงจาก Simson Garfinkel and Gene Spafford, Web Security &
Commerce, O Reilly, 1997