บทที่ 1 |
ลายมือชื่อและใบรับรองดิจิตัล |
ความปลอดภัยในการทำธุรกรรมเป็นหัวใจของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในบทนี้ผู้วิจัยจะกล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยในการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว
1.1 ความปลอดภัยในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
ความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค (B-to-C E-Commerce) และการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจและธุรกิจ (B-to-B E-Commerce) ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความปลอดภัยอย่างแท้จริงจะต้องเกิดขึ้นในระบบที่มีความสามารถใน 4 ด้านคือการระบุตัวบุคคล (authenticity) การรักษาความลับ (confidentiality) การรักษาความถูกต้อง (integrity) และการป้องกันการปฏิเสธความรับผิดชอบ (non-repudiation) ดังตารางที่ 1.1
ตารางที่ 1.1 ความสามารถของระบบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ปลอดภัย
ความสามารถ |
ความหมาย |
| การระบุตัวบุคคล (authenticity) | สามารถระบุได้ว่าบุคคลที่ติดต่อด้วยนั้นเป็นบุคคลตามที่กล่าวอ้าง หรือมีอำนาจหน้าที่ตามที่กล่าวอ้างจริง |
| การรักษาความลับ (confidentiality) | สามารถรักษาความลับมิให้มีผู้อื่นแอบดูข้อมูลที่เก็บไว้
หรือข้อมูลส่งผ่านไปทางเครือข่าย |
| การรักษาความถูกต้อง (integrity) | สามารถรักษาความถูกต้องของข้อมูลมิให้มีการแก้ไขโดยไม่ปรากฏร่องรอย |
| การป้องกันการปฏิเสธความรับผิดชอบ (non-repudiation) | สามารถป้องกันการปฏิเสธความรับผิดชอบ จากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่าไม่ได้มีการส่งหรือรับข้อมูล |
ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ช่วยในการรักษาความปลอดภัยในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถครบทั้ง 4 ประการดังที่กล่าวมาข้างต้นคือ เทคโนโลยีการเข้ารหัสที่ใช้กุญแจลับ (secret key) คู่กับกุญแจสาธารณะ (public key) หรือที่จะเรียกสั้นๆ ว่า เทคโนโลยีการเข้ารหัส ด้วยกุญแจสาธารณะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กุญแจดอกหนึ่งในการเข้ารหัสและใช้อีกดอกหนึ่งในการถอดรหัส
นอกจากเทคโนโลยีการเข้ารหัสด้วยกุญแจสาธารณะแล้ว เทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ เทคโนโลยีการเข้ารหัสด้วยกุญแจลับเพียงดอกเดียว ซึ่งมีความสามารถครบทั้ง 4 ประการแต่ไม่สะดวกที่จะใช้ในสภาพแวดล้อม แบบเปิดเช่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนเทคโนโลยีอื่นๆ เช่นการใช้รหัสผ่าน (password) และการใช้หมายเลขประจำตัวบุคคล (PINS) จะมีความสามารถในการระบุตัวบุคคลแต่ไม่มีความสามารถอื่นๆ ที่เหลือ ในขณะที่การใชัลักษณะทางชีวภาพ (biometrics) เช่นลายนิ้วมือ หรือเสียงจะสามารถระบุตัวบุคคลและการป้องกันการปฏิเสธความรับผิดชอบได้เท่านั้น แต่ไม่มีความสามารถอื่นๆ
1.2 ลายมือชื่อและใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์
ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นในการระบุตัวบุคคล ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างจาก เทคโนโลยีเข้ารหัสด้วยกุญแจสาธารณะเรียกว่า ลายมือชื่อดิจิตัล (digital signature) ในการลงลายมือชื่อดิจิตัลกำกับข้อความที่ต้องการ ส่งผ่านทางเครือข่าย ผู้ส่งข้อความจะใช้กุญแจลับของตนในการลงลายมือชื่อโดยผ่านกระบวนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ผู้รับจะสามารถ ตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อดังกล่าวได้โดยใช้กุญแจสาธารณะของผู้ส่งที่แสดงอยู่ใน ใบรับรองดิจิตัล (digital certificate) ซึ่งมักจัดเก็บโดยบุคคลหรือองค์กรซึ่งเป็นผู้ออกใบรับรองนั้น นอกจากช่วยในการระบุตัวผู้ส่งข้อมูลแล้วการลงลายมือชื่อดิจิตัลยังป้องกัน ข้อมูลให้มีความถูกต้องไม่ถูกแก้ไขโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ได้อีกด้วย
นอกเหนือไปจากกุญแจสาธารณะแล้ว ใบรับรองดิจิตัลยังแสดงข้อมูลอื่นๆ อีกหลายอย่างเช่นใบรับรองดิจิตัลที่ออกตามมาตรฐาน X.509 v3 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่แพร่หลายที่สุดจะมีข้อมูลดังต่อไปนี้
ใบรับรองดิจิตัลสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานออกเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้คือ
ภาคผนวกที่ 1 แสดงขั้นตอนการขอใบรับรองดิจิตัลสำหรับเครื่องแม่ข่ายแบบ SSL ซึ่งนิยมใช้ในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการขอใบรับรอง ดิจิตัลสำหรับเครื่องลูกข่าย
1.3 องค์กรออกใบรับรอง
การระบุตัวบุคคลโดยใช้ใบรับรองดิจิตัลอาจทำได้โดยการออกใบรับรองให้แก่บุคคลอื่นซึ่งรู้จักกันในลักษณะการแนะนำกันต่อเป็นทอดๆ ในลักษณะของ สายใยแห่งความเชื่อถือ (web of trust) อย่างไรก็ตามการตรวจสอบการระบุตัวบุคคลในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่มี ความยุ่งยากมากและมีความน่าเชื่อถือต่ำ เนื่องจากเป็นการรับรองกันเป็นทอดๆ โดยผู้รับรองแต่ละคนมีมาตรฐานในการรับรองที่แตกต่างกัน
โครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะช่วยให้สามารถระบุตัวบุคคลได้อย่างสะดวกและมีความน่าเชื่อถือสูงคือหน่วยงานที่เรียกว่า องค์กรออกใบรับรอง (Certification Authority หรือ CA) หรือที่เรียกกันว่า โครงสร้างพื้นฐานของระบบกุญแจสาธารณะ (Public Key Infrastructure หรือ PKI) ซึ่งจะเป็นตัวกลางในการตรวจสอบและออกใบรับรองให้แก่ผู้อื่น ตามแนวทางนี้จะมีบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน 3 ฝ่าย (three-party model) คือ ผู้ถือใบรับรอง (certificate holder) ซึ่งเราอาจเรียกว่าเป็นบุคคลที่หนึ่ง ผู้ใช้ใบรับรองในการระบุตัวผู้ถือใบรับรอง (relying party) ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นบุคคลที่สอง และองค์กรออกใบรับรองซึ่งอาจเรียกว่าบุคคลที่สาม หรือที่นิยมเรียกกันว่า บุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ (trusted third party)
องค์กรออกใบรับรองโดยทั่วไปจะมีบทบาทในการให้บริการใน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ การให้บริการเทคโนโลยีเข้ารหัส (cryptographic service) บริการที่เกี่ยวข้องกับการออกใบรับรอง (certification management service) และบริการเสริม (ancillary service) ต่างๆ ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (ดูภาพที่ 1.1)1
ภาพที่ 1.1 บริการต่างๆ ขององค์กรออกใบรับรอง
ที่มา: Certification Authority Working Group, ECOM
1.4 สภาพแวดล้อมแบบเปิดและสภาพแวดล้อมแบบปิด
เราอาจแบ่งสภาพแวดล้อมในการออกใบรับรองออกเป็นสภาพแวดล้อมแบบเปิด (open PKI) และสภาพแวดล้อมแบบปิด (closed PKI) ในสภาพแวดล้อมแบบเปิดซึ่งพบมากในการค้าปลีกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจและผู้บริโภคอื่นๆ ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมักไม่รู้จักกันมาก่อนและไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงสัญญา (contractual relationship) กันล่วงหน้า ในสภาพแวดล้อมนี้ บทบาทขององค์กรออกใบรับรองคือ การออกใบรับรองตัวบุคคล (identity certificate) เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถระบุตัวบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งได้
ส่วนในสภาพแวดล้อมแบบปิด ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะรู้จักกันและมักมีความสัมพันธ์ในเชิงสัญญากันอยู่แล้ว ซึ่งพบบ่อยในการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจ-ธุรกิจ เช่น การซื้อขายสินค้าผ่านเครือข่ายเอ็กซ์ทราเน็ต (extranet) หรือเครือข่ายอีดีไอ (EDI) การติดต่อระหว่าง บุคคลต่างๆ ในองค์กรเดียวกันผ่านเครือข่ายอินทราเน็ต (intranet) หรือแม้กระทั่งการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค ในบางรูปแบบ เช่น การทำธุรกรรมด้านการเงินระหว่างธนาคารและลูกค้าของธนาคาร เป็นต้น ในบางกรณีบุคคลที่สองและบุคคลที่สาม อาจเป็นบุคคลเดียวกัน ทำให้เหลือเพียงฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพียงสองฝ่าย (two-party model) เช่น ธนาคารเป็นผู้ออกใบรับรองให้แก่ลูกค้า และใช้ใบรับรองนั้นในการระบุตัวลูกค้าของตนในการทำธุรกรรม หรือบริษัทเป็นผู้ออกใบรับรองให้แก่พนักงานและใช้ใบรับรองนั้น ในการกำหนดสิทธิในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในสภาพแวดล้อมนี้บทบาทขององค์กรออกใบรับรองอาจเปลี่ยนจากการออกใบรับรอง ตัวบุคคลไปสู่การออกใบรับรองสิทธิหรืออำนาจหน้าที่ (authority certificate) แทน เช่น การออกใบรับรองว่าผู้สั่งซื้อสินค้าเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีอำนาจในการสั่งซื้อจริง
ลักษณะเฉพาะของการออกใบรับรองในสภาพแวดล้อมทั้งสองแบบนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญในการกำหนดนโยบายและออกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องดังที่จะกล่าวถึงในบทที่ 4
1.5 ข้อจำกัดในการระบุตัวบุคคลด้วยใบรับรองดิจิตัล
แม้ว่าการใช้ใบรับรองดิจิตัลจะช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ในระดับหนึ่ง จากการช่วยให้ ฝ่ายต่างๆ สามารถระบุตัวบุคคลอื่นที่ติดต่อด้วยได้ก็ตาม วิธีการตรวจสอบและออกใบรับรองในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการคือ
จะเห็นได้ว่าข้อจำกัดเหล่านี้บางข้อเป็นเพียงข้อจำกัดที่เกิดจากมาตรฐานหรือวิธีการในการออกใบรับรองในปัจจุบัน ในขณะที่บางข้อเป็นข้อจำกัด ที่แท้จริงของเทคโนโลยีใบรับรองดิจิตัล เทคโนโลยีและวิธีการในการระบุตัวบุคคลที่ใช้ในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต จึงอาจแตกต่างจากเทคโนโลยีและวิธีการที่ใช้ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณา ถึงพัฒนาการดังกล่าวด้วย