| 3. | เศรษฐศาสตร์จุลภาคว่าด้วยวิกฤตในเอเซีย |
เพราะเหตุใดถึงต้องมีเศรษฐศาสตร์จุลภาคในบทความนี้
100. ปกติในวิชาเศรษฐศาสตร์
เรื่องวัฏจักรหรือวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นโจทย์ของบทความนี้นั้น
ถือกันว่าเป็นเรื่องราวของเศรษฐศาสตร์มหภาค
เช่นเรื่องการเงิน ดอกเบี้ย
อัตราแลกเปลี่ยน
การลงทุนในระดับรวมเป็นต้น
แต่ในปัจจุบันนี้
(และโดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตในเอเซียแล้ว)
จะมีองค์ประกอบของเศรษฐศาสตร์จุลภาคแฝงอยู่ด้วยพอสมควร
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มีอยู่สองประการด้วยกัน
ในประการแรก
แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มหภาคสมัยใหม่
ที่เน้นข้อสมมุติของการคาดคะเนที่สมเหตุสมผล
มักจะมีอีกองค์ประกอบติดมาด้วยคือ
ความเชื่อว่า
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในระดับมหภาคจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางจุลภาคที่ชัดเจนด้วย
ผมได้นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับ
moral hazard ของ McKinnon and Pill
หรือโจรกรรมทางเศรษฐกิจของ Akerlof and
Romer ในข้อ 27 ในตอนนั้น
ผมได้เน้นแต่ผลกระทบทางมหภาค
แต่มิได้กล่าวถึงรากฐานของแบบจำลองเหล่านี้ในระดับจุลภาค
ในสองตอนต่อไปของส่วนนี้ (ดูข้อ 103 เป็นต้นไป)
ผมจะอธิบายแบบจำลอง
ทั้งสองในระดับจุลภาคให้ชัดเจนขึ้น
101. สาเหตุประการที่สองที่จำต้องมีเศรษฐศาสตร์จุลภาคแถมมาด้วยในบทความนี้
ก็เพราะแนวทางการวิเคราะห์วิกฤตมักจะให้เหตุผลว่า
สาเหตุที่เอเซียมีปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมของธุรกิจในเอเซียมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ
ผมได้แตะไปบ้างแล้ว
ส่วนหนึ่งในการรายงานแนวการวิเคราะห์ของ
Wade and Venoroso (ดูข้อ 20)
แต่งานชิ้นนี้เป็นเพียงชิ้นเดียวในงานอีกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งบางส่วนมิได้เป็นการวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่าที่ควร
มิหนำซ้ำ
งานบางชิ้นก็เป็นงานที่ประณามระบบเศรษฐกิจในเอเซีย
โดยเฉพาะใน
เกาหลีและอินโดนีเซีย
และในระยะหลังๆ ในมาเลเซีย
โดยนักหนังสือพิมพ์หรือนักวิเคราะห์ที่อยู่ตามบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศต่างๆ
ที่ยึดติดกับอุดมการณ์ตลาดเสรี
และกล่าวหาการแทรกแซงของรัฐบาลในประเทศเหล่านี้
ว่าเป็นระบบ
ทุนนิยมของพรรคพวก หรือ crony
capitalism
ผมจะไม่นำงานเหล่านี้มาเสนอ
102.
แต่ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับการประณามดังกล่าวนี้หรือไม่ก็ตาม
แต่งานเหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของเศรษกิจในเอเซีย
กล่าวคือ
ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างธุรกิจกับธนาคาร
และบางกรณีกับรัฐ
การวิเคราะห์เหล่านี้เริ่มมานานแล้ว
โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจ
เศรษฐกิจญี่ปุ่น
ตัวอย่างที่เด่นชัดของงานกลุ่มนี้ได้แก่งานของ
Aoki (1988)
แต่ก็มีอีกกระแสหนึ่งที่เป็นการวิเคราะห์เศรษฐกิจของธุรกิจ
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ซึ่งได้รับการสำรวจเป็นอย่างดีในงานของ
Shleifer and Vishny (1997) และจากงานกระแสนี้
จึงได้มีการตั้งสมมุติฐาน ใหม่ๆ
และได้นำเอาชุดข้อมูลใหม่ๆ
เกี่ยวกับตัวแปรต่างๆ
ที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเท่าไรนักในอดีต
(เช่นระบบกฎหมาย)
มาใช้ในการวิเคราะห์กลไกเศรษฐกิจ
ผมเห็นว่า
งานเหล่านี้จะให้แนวคิดที่อาจนำมาประยุกต์
(แต่ต้องประยุกต์ด้วยความระมัดระวัง)
กับสถานการณ์ในเอเซียได้
จึงได้นำมาเสนอในตอนท้ายสุดของบทความนี้
(ตั้งแต่ข้อ 119
เป็นต้นไป)
103.
แบบจำลองที่จะเสนอในตอนนี้และในตอนต่อไปแสดงถึงแรงจูงใจที่บกพร่องในระบบที่มีการประกันเงินฝาก
การประกันเงินฝากนั้น
มีสมมุติฐานว่า
ผู้ประกอบการอาจลงทุนและประสบความล้มเหลวโดยไม่ได้ตั้งใจให้ล้มเหลว
ถ้าความล้มเหลวนั้นมีหลายกรณีและรวมกันแล้ว
เป็นเงินจำนวนมาก
สถาบันการเงินที่ให้กู้กับผู้ประกอบการเหล่านี้อาจล้มละลายได้
เพื่อป้องกันมิให้ความล้มเหลวนั้นตกเป็นภาระของผู้ฝาก
ในสถาบันการเงิน
จึงมีการประกันเงินฝาก
แต่การประกันเงินฝากสามารถทำให้เกิดแรงจูงใจให้นักลงทุนบางคนจงใจให้กิจการของตนล้มเหลว
และกอบโกยหรือ siphon
เงินออกไปก่อนที่จะความล้มเหลวนั้นจะปรากฎ
Akerlof and Romer (1993)
ได้เสนองานที่ท้าทายเกี่ยวกับเรื่องนี้
ที่มีชื่อที่เตะตา (Looting: The Economic Underworld
of Bankruptcy for Profit)
ที่จะเป็นประโยชน์แก่เรา ทั้งๆ
ที่เป็นงานที่เขียนก่อนหน้า
วิกฤตในเอเซีย
และมิได้กล่าวถึงวิกฤตนี้เลย
104.
วิธีการโจรกรรมที่จะทำนั้น
มีองค์ประกอบหลัก
คือทำให้ธุรกิจมี กำไร
ชั่วระยะหนึ่งก่อนที่มูลค่ากองทุนของธุรกิจจะดิ่งลงเป็นติดลบ
ด้วยการดัดกระแสเงินสด (cash flow)
ให้มีผล กำไร สูงในตอนต้น
แต่แท้จริงแล้ว กำไร
ที่กล่าวถึงนี้เป็นกำไรปลอมที่สามารถตบตา
ฝ่ายกำกับของรัฐบาลได้
สาเหตุที่ปลอมได้อาจเป็นเพราะมีธรรมเนียมปฏิบัติทางบัญชีที่ทำให้เกิดกำไรทางบัญชีได้จริง
แต่แท้ที่จริงแล้วหาได้เป็น
กำไรในระยะยาวไม่ อย่างเช่น
ธรรมเนียมปฏิบัติทางบัญชีที่ทางการอนุญาตหรือบางครั้งกำหนดให้ใช้ก็คือ
ให้ตีราคาทรัพย์สินตามมูลค่าที่ซื้อมา
(historical cost)
ไม่ประเมินตามราคาตลาดในปัจจุบัน
(mark to market)
วิธีการใช้ธรรมเนียมปฏิบัติทางบัญชีที่อาจถูกนำมาใช้เพื่อการโจรกรรม
มีได้หลายวิธี
ในที่นี้จะกล่าวถึงสองตัวอย่างที่
Akerlof and Romer นำเสนอจากต่างประเทศ
แต่มีลักษณะที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย
105. กรณีแรกคือ กรณีที่มีการปล่อยสินเชื่อเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ อย่างเช่นในชิลีในตอนต้นของทศวรรษ 1980 ชิลีมีระบบอัตรา แลกเปลี่ยนคงที่และมีระบบที่ผ่อนคลายให้เงินไหลเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี ไม่ต่างจากไทยก่อน 1997 ในกรณีเช่นนี้ ทฤษฎีที่เรียกกันว่า covered interest parity theory ชี้ว่าในประเทศที่มีระบบการเงินเช่นนี้
อัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ที่เป็นเปโซ = อัตราดอกเบี้ยที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ + เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับ อัตราแลกเปลี่ยน (เปโซต่อเหรียญสหรัฐ)
ในตอนนั้นชิลีมีอัตราดอกเบี้ยเป็นเงินเปโซสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐ
เพราะตลาดคาดว่าค่าของเงินเปโซจะลดลง
การกู้ในลักษณะนี้
จะก่อให้เกิดกำไรจากการ arbitrage
ดอกเบี้ยในตอนต้น
(ก่อนลดอัตราแลกเปลี่ยน)
คือกู้เป็นเงินเหรียญสหรัฐมาปล่อยต่อ
เป็นเงินเปโซ ถ้าเป็นไปตามทฤษฎี
covered interest parity แล้ว
กำไรก็ต้องตามมาด้วยการขาดทุนเมื่อมีการลดค่าเงินเปโซ
ดังนั้น ระบบบัญชีที่ถูกต้อง
จะต้องเป็นดังนี้
หากมีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยต่างประเทศกับในประเทศ
ทางการควรจะบังคับว่าใครที่หากำไรจากการกู้เป็นเหรียญ
สหรัฐมาปล่อยต่อเป็นเปโซ
ก็ให้แสดงบัญชีว่าได้กำไร
แต่ขณะเดียวกันควรบังคับให้ตั้งเงินสำรองกันไว้สำหรับโอกาสที่เงินเหรียญสหรัฐ
จะแพงขึ้น
แต่ทางการจะบังคับเช่นนี้ได้อย่างไร
ในเมื่อประกาศอยู่เช้าเย็นว่าจะไม่ลดค่าเงินเปโซ
106. จริงอยู่
ทางการชิลีก็มีข้อบังคับอยู่ด้วยว่า
สถาบันการเงินจะต้องมีสินทรัพย์กับหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนใกล้เคียงกัน
(เหมือนกับในประเทศไทย)
แต่ธุรกิจเอกชนไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ดังกล่าว
และขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็จะเป็นส่วนหนึ่งของเครือบริษัท
และให้กู้กับบริษัทในเครือ
เพื่อให้บริษัทในเครือนั้นได้กำไรจากผลต่างในอัตราดอกเบี้ย
จ่ายเป็นเงินปันผลให้กับเจ้าของ
(ตรงนี้คือจุดที่มีการ siphon เงินออก
เข้ากระเป๋าพวกมิจฉาชีพ)
และปล่อยให้ภาระการเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนตกอยู่กับบริษัทในเครือ
และเมื่อเกิดการลดค่าเงินจริง
ก็ปล่อยให้บริษัทในเครือล้มละลาย
กลายเป็นหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
(NPL) ของสถาบันการเงิน
ซึ่งก็จะตกอยู่ในภาวะ ล้มละลาย
กลายเป็นภาระสำหรับรัฐบาลหรือผู้เสียภาษีที่ต้องไปอุ้ม
107. การกู้เงินสกุลต่างประเทศในอัตราที่ต่ำ และปล่อยกู้ในอัตราที่สูงนั้นถือได้หรือว่าเป็นโจรกรรม?ผู้ที่กู้เงินมาใช้ เพราะถูกจูงใจด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ (และในประเทศไทยมีอยู่หลายคนที่ทำแบบนี้) อาจอ้างได้ว่า ตนเชื่อทางการว่าจะไม่ลดค่าเงินบาท แต่ใครก็ตามที่อยู่ในวงการเงิน และเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินบาทสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐเช่นนี้ จะต้องเห็นแล้วว่านี่เป็นสัญญานจากตลาดว่าค่าของเงินบาทจะต้อง ลดลงในอนาคตอย่างแน่นอน
108. อีกกิจกรรมหนึ่งที่สถาบันการเงินสามารถดำเนินการโจรกรรมได้ก็คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในด้านนี้ Akerlof and Romer ยกตัวอย่างจากสหรัฐเอง คือจากกรณีที่สถาบันที่เรียกกันว่า Savings and Loan (S&L) ประสบปัญหาล้มละลายหลังจากทางการผ่อนคลาย การควบคุม และปล่อยให้ธุรกิจเหล่านี้ดำเนินการได้โดยเสรีได้ หลักการในการทำโจรกรรมก็เป็นแบบเดียวกัน กล่าวคือพยายามดัดกระแส เงินสดให้มีกำไรให้มากในตอนต้น ดูดเอากำไรดังกล่าวเข้ากระเป๋า แล้วปล่อยให้ทั้งธุรกิจและสถาบันการเงินล้มละลาย
109.
วิธีการจะเป็นดังนี้
สถาบันการเงินจะสมรู้ร่วมคิดกับนักพัฒนาที่ดิน
ให้นักพัฒนาที่ดินนำเอาที่ดินมาขายฝาก
โดยตั้งต้นทุนของโครงการ
ให้สูงเกินจริง
และโดยตั้งดอกเบี้ยให้สูง
แต่นักพัฒนาที่ดินก็ไม่เสียหายอะไรจากราคาโครงการและดอกเบี้ยที่สูง
เพราะเงินทั้งหมดที่จ่ายดอกเบี้ย
และจ่ายในการลงทุนล้วนมาจากสถาบันการเงินทั้งสิ้น
ถ้าฝ่ายกำกับของทางการตั้งข้อสงสัยกับราคาที่ตั้งไว้สูงเช่นนี้หรือกับดอกเบี้ยที่ให้ได้สูงๆ
สถาบันการเงินก็จะหานักพัฒนาที่ดินอีกหนึ่งรายมารับซื้อโครงการในราคาที่สูงกว่าขึ้นไปอีก
เมื่อเจ้าของสถาบันการเงินสูบเงินออกจาก
โครงการด้วยดอกเบี้ยสูงๆ
ได้แล้ว
(ความจริงอัตราดอกเบี้ยไม่ต้องสูงกว่าตลาดเท่าใดนัก
ตราบใดที่มูลค่าของเงินที่ลงทุนตั้งไว้สูงเกินจริง)
ก็จะปล่อยให้โครงการพัฒนาที่ดินนั้นล้มไป
ทั้งสถาบันการเงินและโครงการก็จะถูกลอยแพให้เป็นภาระของสถาบันประกันเงินฝาก
110. นอกจากนี้แล้ว
โจรกรรมในตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจทำให้เกิดฟองสบู่ในราคาอสังหาริมทรัพย์ได้
Akerlof and Romer สร้างแบบจำลอง
ที่สมมุติว่า โดยปกติแล้ว
(คือในตลาดที่ไม่มีโจรกรรม)
จะมีตัวละครอยู่สองประเภทในตลาดอสังหาริมทรัพย์
คือ
นักพัฒนาที่ดินที่ทราบปัจจัย
พื้นฐาน (fundamentals)
ที่กำหนดอุปสงค์เป็นอย่างดี
ตัวละครอีกประเภทหนึ่งจะไม่ทราบปัจจัยเหล่านี้
แต่จะแห่ตามคนอื่น
โดยยึดเอาราคาเป็นตัว
ที่วัดอุปสงค์พื้นฐานดังกล่าว
เพราะนักพัฒนาประเภทแรกเป็นตัวนำทางอยู่แล้ว
ในสภาพปกติ
ตลาดจะผันแปรตามอุปสงค์พื้นฐาน
เพราะตัวละคร
ทั้งสองประเภทจะตามอุปสงค์ที่แท้จริง
ไม่โดยตรง
(ในกรณีนักพัฒนาประเภทที่หนึ่ง)
ก็โดยทางอ้อม
(ในกรณีประเภทที่สอง)
แต่เมื่อใดที่มี
โจรกรรมเกิดขึ้น
แล้วก็จะมีอุปสงค์จากกลุ่มที่สามคือพวกมิจฉาชีพเกิดขึ้นเป็นอุปสงค์เทียม
อุปสงค์เทียมนี้จะดันให้ราคาสูงขึ้น
ตัวละครประเภท
ที่สองคือพวกที่แห่ตามคนอื่น
ก็จะไม่ทราบว่าราคาที่สูงขึ้นนั้นเป็นเพราะอุปสงค์เทียม
ก็จะแห่กันลงทุนด้วย
จึงเกิดฟองสบู่ขึ้น
แต่เพราะอุปสงค์
เทียมนั้นไม่ใช่ของแท้
เมื่อใดที่พวกมิจฉาชีพถูกจับได้หรือหนีไปจากตลาดนั้นๆ
ฟองสบู่ก็จะสลายลง
111.
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน Dallas
ในเท็กซัสที่ Akerlof and Romer
ยกมาเป็นตัวอย่างของโจรกรรม
มีพฤติกรรมที่น่าสนใจสำหรับคนไทย
บางอย่าง
เพราะปรากฏว่าในตลาดนี้
อัตราการก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานหลังจากที่ปรากฏแล้วว่า
อาคารที่สร้างกันมาหาคนเช่า
หรือคนซื้อได้ยากมาก
ทั้งนี้เพราะการกระทำของพวกมิจฉาชีพได้ปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น
และทำให้นักพัฒนาประเภทที่สองแห่ตาม
ไปด้วย
และถึงแม้ว่าพวกมิจฉาชีพจะออกไปแล้ว
แต่กว่าฟองสบู่จะแตกก็กินเวลาอีกสามสี่ปี
(ดูข้อ 13)
ปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับประเทศไทย
เพราะสภาพที่มีอุปทานล้นตลาดในฟองสบู่รอบที่แล้วเริ่มประจักษ์ชัดตั้งแต่ปี
1994 แต่การทำโครงการใหม่ๆ
และโดยเฉพาะการขอเงินกู้
จากต่างประเทศสำหรับโครงการเหล่านี้ก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ
จนปลายปี 1996
112.
ผมใคร่ขอทิ้งข้อสังเกตสองข้อเกี่ยวกับแบบจำลองนี้
ข้อสังเกตแรกเป็นแต่เพียงเน้นสิ่งที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น
(ข้อ 104) คือ
โจรกรรมแบบที่
อธิบายไว้นี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการประกันเงินฝาก
ผู้อ่านบางท่านอาจท้วงได้ว่า
ความจริงแล้วโจรกรรมเกิดชึ้นได้อยู่แล้วตราบใดที่
บริษัทนั้นเป็นบริษัทจำกัด
และในประเทศไทยนั้นปรากฏตลอดเวลาโดยเฉพาะในกิจการที่
capital-intensive เช่นอสังหาริมทรัพย์
อุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี
หรือกระดาษ
นักธุรกิจและเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินคงเคยชินกับบุคคลที่ทำโจรกรรมแบบนี้แล้ว
แต่ตราบใดที่ผู้ให้กู้ที่เสียหายจากการให้กู้แก่มิจฉาชีพเป็นเอกชน
ก็ย่อมเกิดการเรียนรู้
และการปรับตัว
แต่ถ้าฝ่ายสถาบันการเงินร่วมสมรู้ร่วมคิดด้วย
สถาบันการเงินก็ต้องล้มละลาย
ผู้เสียหายก็จะเป็นผู้ฝาก
ถ้ามีสถาบันการเงินทำแบบนี้เป็นจำนวนมาก
ผู้ฝากก็จะเลิกใช้บริการกับสถาบันการเงินไป
แต่ถ้าทางการประกันเงินฝากให้ผู้ที่ถูกกระทำโจรกรรมขั้นสุดท้ายก็จะเป็นรัฐบาลและในที่สุดกับผู้เสียภาษี
ตรงนี้ Akerlof and Romer
ตั้งข้อสมมุติว่าผู้เสียภาษีจะไม่มีการเรียนรู้จากประสบการณ์
113.
ข้อสังเกตข้อที่สองเป็นการปรับปรุงสิ่งที่ผมได้กล่าวไว้ในข้อ 22 ว่า
โจรกรรมทางเศรษฐกิจตามแบบจำลองข้างต้นนี้ทำให้เกิดจาก
การลงทุนเกินควร
ซึ่งส่งผลทำให้เกิดวิกฤตต่อไป
แต่ในโจรกรรมบางกรณีนั้น
อาจไม่ได้มีการลงทุนจริงเลย
เป็นแต่การแต่งตัวเลขในบัญชีเท่านั้น
ถ้าโจรกรรมเป็นแบบนี้เสียส่วนใหญ่
ก็กล่าวไม่ได้ว่าการลงทุนเกินควรเป็นหนทางไปสู่วิกฤต
ในกรณีเหล่านี้
ตัวที่เชื่อมโจรกรรมกับวิกฤตก็คือ
การล้มละลายของสถาบันการเงินซึ่งต้องเกิดขึ้นในแบบจำลองนี้
กลไกการลงทุนเกินควรประเภท moral hazard ที่เกิดจากการประกันเงินฝาก
114.
แบบจำลองโจรกรรมที่ผ่านมานี้
กล่าวถึงพฤติกรรมที่จงใจยักยอก
แต่การประกันเงินฝากอาจทำให้เกิดการบิดเบือนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
ที่มิได้แสดงถึงเจตนาที่จะยักยอกอย่างโจ่งแจ้งจนเรียกได้ว่า
เป็นโจรกรรม
พฤติกรรมแบบนี้ตั้งอยู่บนปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
moral hazard
ทฤษฎีดังกล่าวปรากฏในงานของ
McKinnon and Pill (1996)
ซึ่งเขียนขึ้นก่อนเกิดวิกฤตในเอเซีย
(แต่ตีพิมพ์ในหนังสือที่เกี่ยวกับการเปิดเสรี
ทางการเงินในเอเซีย)
งานนี้ได้รับการอ้างใน Krugman
(1998a)
ซึ่งเป็นที่รู้จักกว้างขวางกว่า
115. ปรากฏการณ์ moral hazard
เกิดขึ้นจากเหตุผลดังต่อไปนี้คือ
ในการใช้สินเชื่อเพื่อการลงทุนนั้น
ฝ่ายผู้ประกอบการจะมีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเหนือกว่าฝ่ายที่ให้สินเชื่อ
เป็นที่ทราบกันมาอย่างน้อยตั้งแต่งานของ
Stiglitz and Weiss (1981) แล้วว่า
ปัญหาข้อมูลที่ไม่ทัดเทียมกัน
(asymmetric information)
ดังกล่าวนี้ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา
ที่เรียกกันว่า adverse selection (คือ ณ
อัตราดอกเบี้ยระดับใดระดับหนึ่ง
จะมีแต่ผู้ประกอบการที่ให้ผลตอบแทนที่มีการเสี่ยงสูงเท่านั้นที่จะมาขอกู้)
และ moral hazard
(ผู้ที่ได้สินเชื่อแต่ละรายจะเลือกลงทุนในโครงการ
ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า)
116. McKinnon and Pill
เริ่มต้นจากข้อสังเกตที่ว่า
การเปิดตลาดสินเชื่อ
(ทั้งในและนอกประเทศ) ให้เสรี
มักจะตามมาด้วยภาวะ สุขนิยม
(optimism)11
การคาดคะเนผลกำไรจากการลงทุนจะอยู่ในเกณฑ์สูง
เพราะนักลงทุนจะคิดว่า
การเปิดตลาดให้เสรีในตัวมันเองจะทำให้โครงการ
ต่างๆ ดีขึ้น
เพราะเศรษฐกิจจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาวะสุขนิยมเช่นว่านี้
อาจสะท้อนความจริงเพราะเศรษฐกิจอาจดีขึ้นจริงจากการผ่อนคลาย
ก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น
ภาวะสุขนิยมที่ว่านี้ก็จะไม่เสียหายอะไร
ถึงแม้ว่า
จะมีการกู้เงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากในตอนต้น
117.
แต่ถ้าหากระบบสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อนั้นได้รับการประกันเงินฝาก
ก็จะเกิดปรากฏการณ์ moral hazard ขึ้น
ถ้าเรายอมรับว่า
อัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ไม่เป็นตัวแปรที่มีความแน่นอน
แต่เป็น random variable ที่มี probability density function
(p.d.f.) ในสภาพการณ์ เช่นนี้
สถาบันการเงินที่ได้รับการประกันเงินฝากจะไม่พิจารณาส่วนของ
p.d.f. ที่อยู่ทางด้านซ้ายๆ
คือช่วงที่จะขาดทุนมากๆ
เพราะเหตุว่าถ้าขาดทุน
รัฐก็จำต้องมาอุ้ม
ดังนั้นนักลงทุนและสถาบันการเงินไม่จำเป็นต้องกังวลถึงช่วงดังกล่าว
ในสายตาของสถาบันการเงินเหล่านี้
การหาค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนก็จะสูงกว่าที่แท้จริง
เพราะได้ตัดปลายด้านซ้ายของ p.d.f.
ออกไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้
การลงทุนในระบบที่มีการประกันเงินฝาก
จะมีการลงทุนมากกว่าที่ควร
และจะมีการกู้เงินมากกว่าที่ควร
นอกจากนี้
จะเป็นการลงทุนที่เสี่ยงเกินควรอีกด้วย
118.
ตามที่อธิบายข้างต้นนี้
พฤติกรรมที่มี moral hazard
แฝงอยู่จะก่อให้เกิดการลงทุนเกินควรในเชิงปริมาณแต่อย่างเดียว12 เพราะมีข้อสมมุติ
แฝงอยู่ด้วยว่าอุปทานของสินค้าประเภททุนนั้นมีความยืดหยุ่นที่สมบูรณ์
Krugman (1998a) ชี้ให้เห็นว่า
หากความยืดหยุ่นในอุปทานนี้มีค่าจำกัด
(เช่นเท่ากับศูนย์ในกรณีที่ดิน)
พฤติกรรมการลงทุนที่มี moral hazard
แฝงอยู่ก็จะช่วยกระตุ้นให้ราคาทรัพย์สินที่เป็นสินค้าประเภททุน
พุ่งสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ทางราคาอย่างรวดเร็วในตลาดอย่างเช่นตลาดอสังหาริมทรัพย์
ลักษณะพิเศษของบริษัทในเอเซีย
119.
ในประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างเช่นในเอเซียตะวันออกก่อนที่ฟองสบู่จะแตก
บริษัทต่างๆ
ก็มักจะขยายตัวตามไปด้วย
ในบางกรณีอาจขยายในอัตราสูงกว่าอัตราของเศรษฐกิจโดยรวมด้วยซ้ำไป
การขยายตัวของกิจการของบริษัทเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
มีการลงทุนโดยบริษัทเอง
ในกรณีของบริษัทที่มีอายุมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
เงินที่จะหามาเพื่อใช้ในการลงทุนนี้จะมีแหล่งที่มาได้ดังนี้
ก. จากกำไรของบริษัทเอง แหล่งนี้เรียกได้ว่าเป็นแหล่งภายในบริษัท
ข. แหล่งจากภายนอกบริษัท เงินที่ได้มาจากภายนอกก็แบ่งได้เป็นเงินกู้ และรายรับจากการขายหุ้นใหม่
เงินกู้ที่กล่าวถึงในข้อ ข. ข้างบนนี้ยังแบ่งได้อีกเป็นตราสารหนี้ซึ่งซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์และเงินกู้จากธนาคารในเอเซียการกู้โดยออก ตราสารหนี้หรือพันธบัตรยังเป็นส่วนน้อยอยู่ เงินกู้ส่วนใหญ่เป็นการกู้จากสถาบันการเงิน
120. โปรดสังเกตว่า
ปัญหาเรื่องการหาทุนรอนจากข้างนอกเพื่อให้บริษัทต่างๆ
ขยายได้นั้นเป็นปัญหาหนักหน่วงในช่วงต้นๆ
ของการพัฒนา ทางเศรษฐกิจ
ประเทศที่ร่ำรวยแล้วมักจะมีบริษัทที่ได้ลงทุนมามากแล้วในอดีต
บริษัทเหล่านี้จึงมีกระแสเงิน (cash
flow) ที่สูงเมื่อเทียบกับ
ความต้องการเงินเพื่อขยายกิจการในแต่ละปี
เนื่องจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและของบริษัทโดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าในประเทศอย่างเช่นในเอเซีย
แหล่งที่มาของเงินเพื่อการลงทุนของบริษัทในประเทศร่ำรวยจึงมักจะเป็นแหล่งภายในบริษัทมากกว่าของบริษัทในเอเซีย
ซึ่งต้องพึ่งพิงตลาดแหล่งภายนอกบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในแหล่งนอกบริษัทนี้ก็มีทางเลือกระหว่างการขายหุ้น
หรือกู้มา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กู้จากสถาบันการเงิน
121. ภาพที่ 1
แสดงให้เห็นอัตราส่วนของหนี้สินต่อกองทุนหรือ
D/E Ratio
ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศบางประเทศ13 ทั้งที่พัฒนาแล้ว
และที่ยังไม่ได้พัฒนา
เฉลี่ยระหว่างปี 1988 และปี 1996
(ก่อนที่จะเกิดวิกฤต)
จะเห็นได้ว่ามีบางประเทศที่อัตราส่วนดังกล่าวจะอยู่ในเกณฑ์สูง
ในเรื่องนี้เกาหลีอยู่ในขั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ
แต่มีประเทศในเอเซียหลายประเทศที่อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์สูง
เช่นญี่ปุ่น ไทย อินโดนีเซีย
และฮ่องกง
แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายประเทศที่อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ต่ำเป็นพิเศษเช่นกัน
ได้แก่มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
สิงคโปร์ และไต้หวัน
ในกรณีของไทยนั้น
อัตราส่วนดังกล่าวได้ผันแปรไปบ้างพอสมควร
โดยได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง
1988 ถึง 1990
ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีการลงทุนสูง
(ดูภาพที่ 2)
ตามมาด้วยการลดลงบ้างเล็กน้อย
ระหว่างปี 1990 ถึง 1993 เข้าใจว่า
เป็นเพราะตลาดหุ้นที่สูงขึ้นได้เปิดโอกาสให้บริษัทมีมูลค่ากองทุนที่สูงขึ้น
แต่อัตราส่วน Debt/Equity
ก็ปีนสูงขึ้นไปอีกหลังจากปี 1994
จากการไหลเข้ามาของเงินกู้ระยะสั้นจากต่างประเทศ
122. จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อกองทุนสูงทั้งหลายล้วนแต่เป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤตรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ (ยกเว้นฮ่องกง) ทั้งนี้เพราะเมื่อบริษัทมีหนี้สินสูงแล้ว ก็มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์สูง ในเรื่องนี้ ประเทศไทยจะมีปัญหามากเครือๆ กับเกาหลี วิธีที่นักวิเคราะห์การเงินวัดความปลอดภัยของบริษัทในเรื่องการจ่ายหนี้คืน ก็ด้วยการบวกกำไรที่ได้มาก่อนที่จะจ่ายดอกเบี้ยและ หักค่าเสื่อมของทุน (หรืออีกนัยหนึ่ง กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ย + ค่าเสื่อม) แล้วหารด้วยดอกเบี้ย ผลที่ได้มาก็จะวัดความเพียงพอของผลตอบแทน ของทุนที่ลงไปที่จะจ่ายดอกเบี้ย ตัวเลขที่ได้มาของประเทศต่างๆ ในย่านเอเซียของ Claessens, Djankov and Lang (1998) และของ Pomerleano (1998) แสดงว่า บริษัทของไทยมีรายได้เพียงประมาณสองเท่าของภาระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย ซึ่งนับว่าต่ำมาก ไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลง อย่างเฉียบพลันอย่างที่เกิดขึ้นในปี 1997
123.
บัดนี้เราทราบกันดีแล้วว่า
การที่บริษัทต่างๆ
มีอัตราส่วนของหนี้สินต่อกองทุนสูงอาจมีผลที่ร้ายแรงได้
คำถามต่อไปที่ต้องตอบก็คือ
เพราะเหตุใดบางประเทศในเอเซียตะวันออกจึงมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ
บางประเทศอยู่ในระดับสูง ทั้งๆ
ที่ทุกประเทศมีอัตรา การออมสูง
และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสูง
ในเรื่องนี้ยังมีการวิเคราะห์อย่างขมักเขม้น
ความเชื่อทั่วไปมีอยู่ว่า
ถ้าประเทศใดมีอัตราส่วน D/E ต่ำ
ย่อมหมายความว่ามีตลาดหุ้นที่แข็งขัน
และตลาดจะทำหน้าที่เป็นตัวจัดสรรเงินทุนระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ
ส่วนประเทศใดที่มีหนี้สูงเมื่อเทียบกับกองทุน
มักจะให้อำนาจการจัดสรรทุนตกอยู่กับสถาบันการเงิน
ดังนั้นจึงเกิดปัญหาตามมาว่า
เพราะเหตุใดบางประเทศ
จึงวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ปล่อยให้ตลาดหุ้นจัดสรรทุน
และเพราะเหตุใดบางประเทศจึงให้สถาบันการเงินจัดสรรทุน
(บางครั้งโดยมีรัฐบาลคอยบงการอยู่เบื้องหลัง)
ปัจจัยต่างๆ
ที่น่าจะมีผลกระทบต่อระดับดังกล่าวนั้นมีหลายตัว
124.
ปัจจัยตัวแรกที่น่าจะมีผลต่อการเลือกใช้ระหว่างหนี้สินกับการลงทุนคือ
ภาษีรายได้นิติบุคคลและภาษี capital
gains โดยปกติแล้ว
ในการคำนวณภาษีรายได้นิติบุคคล
รัฐบาลจะอนุญาตให้หักดอกเบี้ยเงินกู้ออกจากกำไร
เพราะฉะนั้น
ต้นทุนดอกเบี้ยก็จะต่ำกว่าที่จ่ายจริง
เพราะจะได้คืนมาส่วนหนึ่งเมื่อจ่ายภาษีรายได้นิติบุคคล
ขณะเดียวกันการเก็บกำไรไม่จ่ายเป็นเงินปันผลไว้นั้น
ทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทดีขึ้น
ผู้ถือหุ้นก็จะได้รายได้ในรูปของ
capital gains
แทนที่จะได้เป็นรายได้ธรรมดาถ้าธุรกิจแจกเงินปันผลแทน
ผู้ถือหุ้นในแทบทุกประเทศจะเสียภาษี
capital gains ในอัตราต่ำกว่าภาษีรายได้
ซึ่งเป็นอัตราที่ต้องจ่ายหากธุรกิจนั้นจ่ายเป็นเงินปันผล
ดังนั้นบริษัททั่วโลก
(โดยเฉพาะในประเทศ พัฒนาแล้ว)
จึงน่าจะมีแนวโน้มที่จะเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ
และจะจ่ายเงินปันผลค่อนข้างน้อย
แต่ผลงานวิจัยของ Demirguc-Kunt and Levine (1999)
พบว่า
อิทธิพลของภาษีจะค่อนข้างอ่อน
ไม่แรงอย่างที่คิด
125.
ปัจจัยตัวที่สองที่น่าจะมีอิทธิพลต่อวิธีการหาเงินของเหล่าบริษัททั้งหลาย
ก็คือประชาชนที่ออมทรัพย์นิยมเก็บเงินออมไว้ในรูปแบบอย่างไร
โดยทั่วไปแล้ว
ในประเทศด้อยพัฒนา
ประชาชนจะนิยมเก็บเงินออมไว้ในรูปของเงินที่ฝากไว้ที่สถาบันการเงิน
เพราะในแง่ผู้ออมแล้ว
เป็นวิธีที่ ง่ายดายที่สุด
แต่เมื่อประเทศเจริญขึ้น
ก็อาจจะมีตลาดเงินที่ซับซ้อนขึ้น
เปิดโอกาสให้ประชาชนเก็บเงินออมไว้ในรูปแบบอื่น
เพราะฉะนั้น
แทบทุกประเทศจะเริ่มต้นด้วยระบบที่สถาบันการเงินเป็นผู้จัดสรรเงินทุน
เพราะได้รับเงินออมส่วนใหญ่จากประชาชน
แต่บทบาทของ
สถาบันการเงินจะค่อยๆ
ลดน้อยถอยลงเมื่อประเทศเจริญขึ้น
แต่การลดบทบาทของสถาบันการเงินนี้จะไม่เท่าเทียมกันในบางประเทศอย่างเช่น
ญี่ปุ่นและเยอรมัน
ธนาคารพาณิชย์ยังมีบทบาทสูงมากในการจัดสรรทุนให้แก่บริษัทและอุตสาหกรรมต่างๆ
ทั้งๆ ที่เจริญขึ้นมามากแล้ว
เพราะฉะนั้นยังมีตัวแปรอื่นๆ
ที่จะกำหนดว่า
บริษัทจะหาเงินลงทุนจากตลาดหุ้นหรือจากสถาบันการเงิน
126. La Porta et al. (1998)
ชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญมากที่นักเศรษฐศาสตร์มักจะมองข้ามไป
คืออิทธิพลของระบบกฎหมาย
ระบบกฎหมายนั้น
ย่อมมีความสำคัญสูง
ซึ่งบัดนี้คนไทยทราบกันดีแล้ว
เพราะบริษัทส่วนใหญ่ใช้เงินของคนอื่น
ผู้ที่จะให้เงินแก่บริษัทเหล่านี้
ไม่ว่าโดยการซื้อหุ้น
หรือในรูปของสินเชื่อ
จะต้องมีความมั่นใจได้ว่า
ผู้บริหารบริษัทนำเงินจากข้างนอกเหล่านี้ไปลงทุนให้เป็นประโยชน์เต็มที่
ในกรณีของการซื้อหุ้น
ก็จะต้องมั่นใจว่าผู้บริหารบริษัทจะพยายามอย่างสุดฝีมือเพื่อจะได้มาซึ่งกำไรที่สูงที่สุด
ในกรณีของการให้สินเชื่อก็ต้องมั่นใจว่าจะได้เงินคืน
พร้อมทั้งดอกเบี้ย
ความมั่นใจดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นก็ด้วยระบบกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ผู้ลงทุนหรือผู้ให้กู้พอเพียง
127.
ในโลกนี้มีระบบกฎหมายอยู่ไม่กี่ระบบ
ซึ่งล้วนมีจุดเริ่มต้นในประเทศตะวันตกทั้งสิ้น
ถ้าพูดอย่างหยาบๆ
ก็มีแค่สองระบบ ระบบแรกคือ ระบบ
common law ที่มีจุดเริ่มต้นที่อังกฤษ
และแพร่ขยายไปยังอดีตอาณานิคมของอังกฤษ
รวมทั้งสหรัฐด้วย
ผมจะขอเรียกระบบนี้ว่า
ระบบอังกฤษ ระบบที่สองคือระบบ civil
law
ซึ่งฝรั่งเศสรื้อฟื้นมาจากกฎหมายโรมันมาเมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้ว
แต่มาปรับให้ทันสมัย
เมื่อประเทศอื่นนำระบบ civil law
นำไปใช้
ก็เริ่มมีข้อแตกต่างระหว่างประเทศสำหรับกฎหมายพาณิชย์นั้น
ควรจะแยกระหว่างระบบของฝรั่งเศสและระบบของเยอรมัน
128. ระบบทั้งสามนี้
คือระบบอังกฤษ ระบบฝรั่งเศส
และระบบเยอรมัน
ให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ไม่เหมือนกัน
โดยรวมแล้ว
ระบบอังกฤษจะให้การคุ้มครองแก่ผู้ลงทุนดีที่สุด
โดยเฉพาะมีการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายเล็กเป็นอย่างดีทีเดียว
นอกจากนี้ระบบอังกฤษก็ให้การคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ดีอีกด้วย
ดังนั้นประเทศที่มีระบบกฎหมายแบบอังกฤษจึงมักจะมีตลาดหุ้นที่รุดหน้าไปได้ไกลกว่าประเทศอื่นๆ
และเพราะนักลงทุนได้รับการคุ้มครองอย่างดีจากกฎหมาย
บริษัทต่างๆ
จึงมีแรงจูงใจที่จะแสวงหาเงินทุนจากตลาดหุ้นมากกว่าจากสถาบันการเงิน
ในประเทศเหล่านี้
บริษัทจะมีอัตราส่วนระหว่างหนี้ต่อกองทุนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ
ในเอเซียก็มีประเทศมาเลเซีย
สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์
ซึ่งก็ล้วนเป็นประเทศที่มีลักษณะเช่นว่านี้
มีแต่เพียงฮ่องกงเท่านั้นที่ไม่เป็นไปตามกรอบทฤษฎีนี้
คือเป็นประเทศที่มีระบบกฎหมายแบบอังกฤษ
แต่มีอัตราส่วนของหนี้สินต่อกองทุนสูง
129.
ระบบของเยอรมันนั้นให้การคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ดีพอสมควร
แต่ในส่วนของหุ้นแล้ว
จะลำเอียงต่อผู้บริหารมากกว่าผู้ถือหุ้น
โดยเฉพาะ ผู้ถือหุ้นรายเล็ก
จุดเด่นของระบบเยอรมันอยู่ที่ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
โดยเฉพาะในด้านการบังคับหนี้
เพราะเหตุผลดังกล่าวเหล่านี้
ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบเยอรมันมักจะเน้นการจัดสรรทุนโดยสถาบันการเงิน
เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศในเอเซียที่ใช้ระบบกฎหมาย
ของเยอรมันได้แก่ญี่ปุ่นและเกาหลี
กฎหมายพาณิชย์ของไทยก็ได้อิทธิพลสูงจากระบบเยอรมันผ่านญี่ปุ่น
ถึงแม้ว่าระบบการคุ้มครองเจ้าหนี้
ของเราจะบกพร่องกว่าในประเทศอื่นๆ
ที่อิงกฎหมายเยอรมันมาก14
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเหล่านี้จะถูกครอบงำโดยสถาบันการเงิน
และในกรณีของเกาหลีและญี่ปุ่น15
เมื่อการจัดสรรทุนรวมศูนย์อยู่ที่สถาบันการเงินแล้ว
รัฐบาลจึงสามารถใช้อำนาจกำกับสถาบันการเงิน
กำหนดทิศทางการลงทุนได้อย่างใกล้ชิด
และเปิดโอกาสให้รับบาลของสองประเทศนี้มีนโยบายอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบมากพอสมควร
130. La Porta, et al เห็นว่าระบบฝรั่งเศสนั้นไม่สู้จะให้การคุ้มครองทั้งนักลงทุนในตลาดหุ้นและทั้งเจ้าหนี้ แต่มีอยู่ไม่กี่ประเทศในเอเซียที่ใช้ ระบบฝรั่งเศส ผมจึงขอข้ามไปเสีย
ตลาดทุนที่พึ่งสถาบันการเงินกับตลาดทุนที่พึ่งตลาดหุ้น: ข้อคิดเพื่อจะเลือกได้ถูกทาง
131.
ผมได้ให้เหตุผลที่ตลาดทุนในประเทศต่างๆ
เน้นสถาบันการเงินหรือตลาดหุ้น
คำถามที่น่าถามในตอนนี้ก็คือ
ตลาดทุนประเภทไหนเหมาะ
สำหรับประเทศไทย
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเล่นๆ
แต่เป็นคำถามที่สำคัญมากทีเดียว
เพราะขณะนี้
ตลาดการเงินของไทยนั้นอยู่ในภาวะที่ระส่ำระสาย
ในแง่หนึ่งแล้ว
ช่วงนี้เป็นโอกาสสำหรับเราที่จะตั้งคำถามกับตัวเราเองว่า
เราต้องการตลาดทุนแบบไหน
เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศ
เจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
132.
ประเด็นนี้ได้มีการถกเถียงมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดวิกฤตในช่วงต้นและกลางทศวรรษ
1980
ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่น
รุ่งเรือง
และเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังตกต่ำอย่างรุนแรง
นักธุรกิจและนักวิชาการในสหรัฐพยายามหาบทเรียนจากญี่ปุ่น
และพยายามหาข้อสรุป
ว่าสูตรสำเร็จที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถตีตลาดสินค้าต่างๆ
ที่สหรัฐเคยผลิตได้นั้นคืออะไร
ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็โอ้อวดความสามารถของตนและ
ค่อนข้างจะดูหมิ่นอุตสาหกรรมในอเมริกา
คำตอบที่นักวิเคราะห์ในทั้งสองฟากมหาสมุทรแปซิฟิคให้นั้นเป็นคำตอบจากเศรษฐศาสตร์จุลภาค16
และส่วนหนึ่งนั้นเกี่ยวกับตลาดทุน
ที่ทำให้การบริหารจัดการของบริษัทต่างๆ
ในญี่ปุ่นแตกต่างจากในสหรัฐ
133.
จุดเด่นของระบบญี่ปุ่นนั้นอยู่ที่ว่า
อุตสาหกรรมต่างๆ
ของญี่ปุ่นนั้นจับตัวกันเป็นกลุ่มที่มีการถือหุ้นไขว้กัน
และทุกกลุ่มก็จะมีธนาคาร
เป็นหลักอยู่ที่เป็นผู้ที่จัดสรรทุนให้กับกลุ่ม
การที่อุตสาหกรรมมีธนาคารหลักอยู่เช่นนี้
ทำให้สามารถลงทุนโดยหวังผลระยะยาวได้
และถ้าวัฏจักรเศรษฐกิจทำให้บริษัทเหล่านี้ประสบภาวะขาดทุน
ธนาคารหลักก็จะเข้ามาอุ้มชั่วคราว
มิหนำซ้ำยังให้สินเชื่อเพื่อลงทุนต่อด้วยซ้ำไป
ทั้งหมดนี้
เป็นเพราะความสัมพันธ์ระยะยาว
ที่เกิดขึ้นได้เพราะมีการจำกัดการแข่งขันระหว่างธนาคาร
แม้กระทั่งในสหรัฐ
ได้มีผู้วิจัยพฤติกรรม
ของธนาคารที่ทำธุรกิจในตลาดที่มีคู่แข่งน้อย
โดยเปรียบเทียบกับธนาคารในตลาดที่มีคู่แข่งมาก
ธนาคารในตลาดที่มีคู่แข่งน้อยจะสร้างสัมพันธ์
ระยะยาวกับลูกค้าของตน ดังนั้น
จะพร้อมที่จะให้กู้กับธุรกิจขนาดย่อมมากกว่า
และให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าในตลาดที่มีคู่แข่งสูง
(Rajan and Zingales 1998)
134.
เมื่ออุตสาหกรรมสามารถดำเนินนโยบายระยะยาวได้
ก็สามารถดำเนินมาตรการอื่นๆ
ได้อีกหลายอย่างที่จะเพิ่มผลิตภาพของอุตสาหกรรม
ดังกล่าว
มาตรการหนึ่งได้แก่การลงทุนในการค้นคว้าวิจัยในอัตราที่สูงกว่าสหรัฐ
อีกมาตรการหนึ่งก็คือ
ในเมื่อผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นไม่ต้อง
เป็นห่วงที่จะต้องรายงานผลกำไรให้ดีขึ้นทุกไตรมาสเหมือนบริษัทสหรัฐแล้ว
ก็สามารถมีนโยบายจ้างงานระยะยาวได้
มีการอ้างกันว่า
การจ้างงานในญี่ปุ่นมีความมั่นคงสูงมาก
ที่แน่นอนที่สุดก็คือสูงกว่าในอเมริกา
พร้อมกันนั้น
นายจ้างญี่ปุ่นก็จะลงทุนในด้านการพัฒนาฝีมือคนงานของตนด้วย
(Aoki:Chapters 2-3)
135. นอกจากนี้แล้ว
อ้างกันว่าในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970
ระบบที่ทุนมารวมศูนย์อยู่ที่ธนาคารดังนี้
จวบกับการที่บริษัทต่างๆ
มีหนี้สูง และต้องพึ่งธนาคาร
เปิดโอกาสให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายอุตสาหกรรมได้
และบังคับให้เงินทุนไหลไปตามแผนและทิศทางที่รัฐบาลกำหนดไว้
ข้ออ้างนี้ไม่ต่างไปจากข้ออ้างของ
Wade and Veneroso (1998)
ในกรณีของเกาหลีในระยะต่อมาที่กล่าวถึงไว้แล้วข้างต้นนี้
(ดูข้อ 19-20) ดังนั้น
จึงเกิดความสัมพันธ์สามเส้าขึ้นระหว่างรัฐบาล
อุตสาหกรรม
และธนาคารในทั้งสองประเทศนี้
ถ้ากล่าวเข้าข้างสองประเทศนี้
ก็ต้องบอกว่า
ระบบที่เกิดขึ้นนั้น เป็น
ทุนนิยมวางแผน ด้วยเหตุนี้
ระบบนี้จึงเป็นที่ชื่นชมของนักวิเคราะห์ฝ่ายซ้ายอย่างเช่น
Wade and Venoroso
แต่จะไม่ได้รับการนิยมจากนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์
ซึ่งจะประณามมันว่าเป็น
ทุนนิยมพรรคพวก
136. อนึ่ง
ระบบความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างธนาคารและอุตสาหกรรมนั้น
มีอยู่ไม่เฉพาะในสองประเทศนี้ในเอเซียเท่านั้น
แต่เป็นระบบ
ที่มีมาในเยอรมันตั้งแต่ประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว
ในกรณีนี้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า
ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดดังกล่าวมีผลกระทบต่อไปยัง
เศรษฐกิจการเมืองด้วย ทั้งนี้
เพราะระบบที่เยอรมัน ญี่ปุ่น
และเกาหลีมีนั้นเป็นบ่อเกิดของระบบผูกขาดได้
และในกรณีของเยอรมันในช่วงก่อนสงคราม
กลุ่มอุตสาหกรรมหนักและธนาคารก็มีระบบผูกขาดอย่างกว้างขวางและได้กลายเป็นแหล่งเงินของพรรคนาซีไปเลย
137. นอกจากนี้แล้ว
ระบบนี้มักจะมีปัญหาว่าพฤติกรรมต่างๆ
มักจะขาดความโปร่งใส
ต่างจากระบบที่อิงกับตลาดหุ้น
แต่ก็ต้องยอมรับว่า
ในระบบที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนระยะยาว
ต่อการที่จะต้องยอมขาดทุนระยะสั้น
และต่อการที่จะมี cross-subsidies
มากมายในระบบ
จะมีความโปร่งใสได้ยาก
และถึงมีก็จะสร้างความเข้าใจต่อผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนในทางลบได้ยากอีกเช่นกัน
แต่ถ้าระบบขาดความโปร่งใสแล้ว
ผู้ที่อยู่ในวงใน
อันได้แก่ผู้บริหารบริษัท
ผู้บริหารธนาคาร
และข้าราชการก็จะขาดวินัยที่จะบังคับให้เขาดูแลผลประโยชน์สาธารณะ
ดังนั้น
ประเทศที่มีระบบแบบนี้จึงมักจะถูกกล่าวหาแบบตีขลุมว่า
เป็น ทุนนิยมพรรคพวก
ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
สามประเทศที่ผมยกมาเป็น
ตัวอย่างของระบบเศรษฐกิจแบบนี้
คือ ญี่ปุ่น เยอรมัน
และแม้กระทั่งเกาหลี
จะมีระดับการฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งในวงราชการและในวงการเอกชนค่อนข้างน้อย
ที่แน่ที่สุดก็คือ
น้อยกว่าในประเทศไทย
อาจเป็นได้ว่า
ที่ประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด
ก็เพราะระบบนี้
มีกลไกรัฐที่เข้มแข็งอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม
การที่จะถอดเอาระบบนี้ไปใช้กับประเทศใดก็ตาม
จำเป็นที่จะเราต้องดูบริบทในภาครัฐและ
ในสังคมโดยรวมให้ดีเสียก่อน
138.
ครั้นมาถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ได้พลิกผันไป
เศรษฐกิจของสหรัฐเฟื่องขึ้นมา
และเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ฟุบลงไปเป็นระยะเวลายาวนาน
ตามด้วยเกาหลีที่เอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง
จุดอ่อนของระบบที่สถาบันการเงินเป็นผู้จัดสรรทุนก็ได้รับการหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์อย่างแพร่หลาย
จุดแข็งของระบบที่ตลาดหุ้นเป็นฝ่ายจัดสรรก็ได้รับการยกย่อง
ข้อดีของการอิงกับตลาดหุ้นนั้นก็คือข้อเสียของระบบที่อิงสถาบันการเงินในมุมกลับ
แต่ระบบที่อิงกับตลาดหุ้นนี้ก็มีข้อที่ถูกวิจารณ์เช่นกัน
โดยเฉพาะการใช้ตลาดหุ้นในประเทศด้อยพัฒนา
139.
ในแทบทุกประเทศในเอเซีย
รัฐบาลได้พยายามพัฒนาตลาดหุ้นให้เกิดขึ้น
และความจริงแล้วตลาดหุ้นก็ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การขยายตัวของตลาดหลักทรัพย์ในอัตราที่สูงได้รับการวิจารณ์จาก
Singh (1997) นาย Singh
เริ่มต้นจากข้อสังเกตว่า
ประโยชน์ที่น่าจะคาดได้
จากการมีตลาดหุ้นมีอยู่สี่ประการด้วยกัน
กล่าวคือ (ก) กระตุ้นการออม (ข)
กระตุ้นการลงทุน (ค)
ทำให้คุณภาพการลงทุนดีขึ้น และ
(ง) จากการมีกลไก takeover
ตลาดหุ้นจะสร้างกลไกควบคุมให้ผู้จัดการธุรกิจลงทุนให้ได้ผลกำไรมากที่สุด
(เพราะถ้าผู้จัดการไม่สามารถใช้
ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดแล้ว
ก็จะถูกผู้ที่คิดว่าจะหากำไรได้มากกว่า
มา take over
บริษัทและทรัพย์สินของบริษัทได้)
นาย Singh
กล่าวต่อไปว่าตลาดหุ้นในเอเซียมิได้ทำหน้าที่เช่นนั้น
ในส่วนของการกระตุ้นเงินออมนั้น
นาย Singh
อ้างงานวิจัยที่ทำในบางประเทศที่พิสูจน์ว่า
ตลาดหุ้นมิได้ระดมเงินออมเพิ่มขึ้น
ผู้ออมเพียงแต่โยกย้ายเงินที่ปกติจะฝากธนาคารมาซื้อหุ้น
นอกจากนี้
แม้กระทั่งในตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว
ก็พบว่า
การกำหนดราคาและการซื้อขายในตลาดหุ้นหาได้เป็นการกำหนดราคาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
(funda-mentals)
เพราะตลาดถูกเอนเอียงโดยเหล่านัก
เล่น
หุ้นที่มิได้ดำเนินการประเมินราคาอย่างถูกต้อง
นอกเหนือไปจากนี้แล้ว กลไก takeover
อย่างที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว
(โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐและสหราชอาณาจักร)
ทำให้ผู้จัดการมีพฤติกรรมที่
จะไม่มองการณ์ไกล
จะพยายามแสวงหาแต่กำไรระยะสั้น
(short-termism)
140.
ในตลาดหุ้นของประเทศที่กำลังพัฒนา
(emerging markets)
นั้นราคาหุ้นจะแกว่งด้วยความรุนแรงสูงมาก
สูงกว่าในตลาดที่พัฒนาแล้ว
นับเป็นสิบกว่าเท่า
ขณะเดียวกัน ในช่วงทศวรรษ 1980
และทศวรรษ 1990
ราคาหุ้นในประเทศเหล่านี้ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้ต้นทุน ของทุน (cost of capital)
ในตลาดหลักทรัพย์โน้มต่ำลงอย่างรวดเร็ว
แต่ขณะเดียวกัน
อัตราผลตอบแทนของเหล่าบริษัทในตลาดหุ้นก็มิได้สูงขึ้น
และสำหรับเอเซียตะวันออกในช่วงตั้งแต่
1992 จนถึง 1996
ก็โน้มต่ำลงอย่างรวดเร็ว
แสดงว่าไม่มีเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น
แรงผลักดัน
อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนของทุนที่ได้มาจากตลาดหุ้นโน้มต่ำลงอย่างรวดเร็ว
เกิดจากการไหลเข้ามาของเงินลงทุนจากต่างประเทศ
จากการเปิดให้มีการไหลเข้าออกของเงินอย่างเสรี
เมื่อไหลเข้าได้โดยเสรี
ก็ย่อมไหลออกได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การหวังพึ่งให้ต่างชาติ
นำเงินมา
เล่น หุ้นนั้น
รังแต่จะสร้างความผันผวนที่รุนแรงทั้งในตลาดหลักทรัพย์และในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา
141.
แต่การผันผวนในตลาดหุ้นนั้น
ก็ใช่ว่าเสียหายแต่อย่างเดียว
เพราะส่วนหนึ่งก็ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในตลาดสินค้า
และการเปลี่ยนแปลง
ในอนาคตของแต่ละอุตสาหกรรม
และการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
Rajan and Zingales (1998) ชี้ให้เห็นว่า
ในมุมกลับกัน
ในประเทศที่ใช้สถาบันการเงินเป็นตัวจัดสรรทุนนั้น
เมื่อไม่อิงกับกลไกราคาแล้ว
ก็อาจปล่อยกู้ต่อไปเรื่อยๆ
กับธุรกิจชุดหนึ่ง
หากธุรกิจต่างๆ
ในชุดนั้นซื้อขายของซึ่งกันและกัน
หรือถ้าธุรกิจอยู่ในประเทศที่ปิดจากการแข่งขันจากข้างนอก
การให้กู้อาจประสบผลสำเร็จ
ได้ระยะหนึ่ง ในกรณีเช่นนี้
การที่สถาบันการเงินสามารถมองข้ามกลไกราคาเมื่อจัดสรรเงินทุนจะมีลักษณะ
self-fulfilling ไปได้ในระยะนั้น
แต่คำถามที่จำต้องถามก็คือ
หากกลไกราคาวิ่งตามทันแล้ว
และข้อผิดพลาดในการลงทุนในอดีตเริ่มประจักษ์แล้ว
จะมิเกิดความหายนะหรือ? ฉะนั้น
ในระบบที่อิงกับสถาบันการเงิน
เมื่อจำเป็นเศรษฐกิจอาจปรับตัวอย่างรุนแรงกว่าในเศรษฐกิจที่อิงกับตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นลงตลอดเวลาโดยไม่หยุด
แต่ขึ้นลงทีละน้อย
142. จะเห็นได้ว่า
สองระบบที่กล่าวถึงนั้นมีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งคู่
ในความเห็นของผม
สำหรับประเทศไทย
เราคงต้องเริ่มจากสถานภาพ
ในปัจจุบัน
ที่ระบบธนาคารเกือบจะพังทลายไปหมดสิ้นแล้ว
และสายสัมพันธ์ที่ธนาคารมีกับลูกค้าก็ขาดสะบั้นไปแล้ว
ท่ามกลางจำนวนหนี้เสียที่มโหฬารจนมองไม่เห็นว่า
ระบบเดิมจะฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร
และถึงแม้ว่าระบบความสัมพันธ์ของเราจะอ่อนกว่าของประเทศอย่างเกาหลี
ญี่ปุ่นหรือเยอรมันก็ตาม
แต่ก็เป็นระบบที่ทำให้เศรษฐกิจของเราเจริญได้อย่างต่อเนื่อง
มาเป็นเวลาร่วม 40 ปีแล้ว
เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่า
ภาระแรกของรัฐบาลก็คือ
จะต้องรื้อฟื้นระบบธนาคารของเราให้เริ่มปฏิบัติการได้โดยเร็วที่สุด
โดยเฉพาะด้วยการปรับปรุงระบบบังคับหนี้
ให้ดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่
143. แต่ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมด้วยว่าจากวิกฤตดังกล่าว นายธนาคารเดิมๆ หลายท่านก็หายไปจากวงการเสียแล้ว และนายธนาคารที่เข้ามา แทนที่จะเป็นต่างชาติเสียส่วนใหญ่ การที่จะหวังให้นายธนาคารหน้าใหม่เหล่านี้รื้อฟื้นวัฒนธรรมในการทำธุรกิจแบบเดิม ซึ่งบัดนี้ถูกประจานว่า เป็น ทุนนิยมพรรคพวก คงเป็นไปได้ยาก ปัญหาที่ไทยคงต้องแก้ไปอีกนาน ก็คือต้องปรับพฤติกรรมของผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มิใช่ธนาคาร เพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์
144.
ครั้นจะมาหวังพึ่งระบบแบบสหรัฐในสภาพการณ์เช่นนี้
คงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก
เพราะจะต้องรื้อฟื้นระบบกฎหมายของเรา
อย่างถอนรากถอนโคน
ผมไม่คาดหวังให้นักการเมืองของเราลงทุนในการแก้กฎหมายที่เต็มไปด้วยลวดหนาม
(ขอให้ผู้อ่านลองคำนึงถึงปัญหา
ที่เกิดขึ้นกับการแก้ไขกฎหมายล้มละลายและเรื่องบังคับจำนอง)
แต่กระนั้นก็ตาม
นักวิชาการควรจะเริ่มวิจัยประเด็นปัญหาอันสืบเนื่องมาจากการ
อภิบาล
บริษัทของเราอย่างถ่องแท้
เพราะถึงอย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ก็ยังจะมีบทบาทในอนาคตต่อไป
และรัฐบาลก็มีหน้าที่ปกป้อง
ผู้ที่ลงทุนในตลาดนี้