5. |
ปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ต |
การพยากรณ์ในรายงานฉบับนี้เป็นการพยากรณ์โดยใช้แนวโน้มที่ผ่านมา (trend extrapolation) เท่านั้นโดยไม่ได้คำนึงถึงผลของปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีอาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่ได้รวมอยู่ในแบบจำลองนี้อาจมีผลกระทบที่สำคัญต่อความแพร่หลายของการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
ผู้วิจัยเชื่อว่าปัจจัย 4 ประการต่อไปนี้อาจมีผลกระทบในด้านบวกต่อการขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย คือ นโยบายที่เด่นชัด ของรัฐในการสนับสนุนการใช้อินเทอร์เน็ตในเชิงสาธารณะประโยชน์และอินเทอร์เน็ตในภาครัฐ การเปิดเสรีให้กลไกตลาดสามารถทำงาน ได้อย่างเต็มที่ การเปิดเสรีให้นักลงทุนต่างประเทศสามารถลงทุนในการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย และความสามารถในการระดมทุน ของบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย
นโยบายของรัฐที่ชัดเจนในการสนับสนุนการใช้อินเทอร์เน็ตในด้านสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เช่นการศึกษาและสาธารณสุขจะมีผลต่อ ความแพร่หลายในการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันประเทศในเอเซียหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้ประกาศ นโยบายในทิศทางดังกล่าว ในกรณีของญี่ปุ่นกระทรวงสื่อสารและไปรษณีย์แห่งญี่ปุ่น (Ministry of Post and Telecommunications) ได้ประกาศนโยบายส่งเสริมการเชื่อมต่อโรงเรียนทั่วประเทศ 1,050 แห่งเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม สายเคเบิลใยแก้ว เคเบิลทีวี วงจรท้องถิ่นไร้สาย (Wireless Local Loop) และดีเอสแอล (xDSL) ในปีการศึกษา 199911
ในกรณีของประเทศไทยหากรัฐบาลสนับสนุนโครงการสกูลเน็ต (SchoolNet) อย่างเต็มที่ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน และในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ในทำนองเดียวกันการนำระบบ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government) เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของ ภาครัฐทางอินเทอร์เน็ตดังตัวอย่างของรัฐบาลแคนาดาก็จะช่วยกระตุ้นการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยให้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว
5.2 การเปิดเสรีให้กลไกตลาดทำงานได้เต็มที่
อินเดียเป็นตัวอย่างของประเทศในเอเซียที่แสดงให้เห็นว่าการเปิดเสรีให้กลไกตลาดทำงานมีผลต่อความแพร่หลายของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไร หลังจากการเลิกการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจในตลาดอินเทอร์เน็ตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1998 ตลาดอินเทอร์เน็ตในอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนมีบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตถึง 72 รายภายใน 3 เดือนหลังจากการเปิดเสรี
ในกรณีของประเทศไทยตลาดการให้บริการอินเทอร์เน็ตเป็นตลาดกึ่งเสรี กล่าวคือแม้ว่าผู้ประกอบการรายใหม่ยังสามารถเข้าสู่ตลาดได้ก็ตาม ผู้ให้บริการทุกรายยังมีข้อจำกัดมากมายในการพัฒนาบริการใหม่ ๆ ได้โดยอิสระเช่นไม่สามารถให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (IP Telephony) ได้ทั้งที่บริการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการเติบโตของตลาดอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์และมีทางเลือกในการรับ บริการมากขึ้น ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้หรือฮ่องกง
5.3 การเปิดเสรีการลงทุนจากต่างประเทศ
การเปิดเสรีของตลาดให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้าร่วมลงทุนจะทำให้เกิดการลงทุนขนานใหญ่ ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ในเอเซีย ดังตัวอย่างที่บริษัท PSINet ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของสหรัฐเข้าไปลงทุนซื้อกิจการบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้และฮ่องกง นอกจากนี้บริษัท MCI WorldCom ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของสหรัฐและเป็น บริษัทแม่ของบริษัท UUNET ยังเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตในฮ่องกงและญี่ปุ่น ตลอดจนซื้อกิจการของบริษัท OzMail ในออสเตรเลีย ในทำนองเดียวกัน MSN ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทไมโครซอฟต์ยังประกาศที่จะเข้าทำตลาดในประเทศต่าง ๆ รวม 31 ประเทศซึ่งรวมถึงจีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้จากเดิมที่มีสาขาอยู่เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น
เหตุผลสำคัญในการเข้าลงทุนในประเทศในเอเซียของบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างประเทศ คือ การติดตามไปให้บริการแก่บริษัทลูกค้า ของตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ (Multinational Company) ที่มีสำนักงานสาขาหรือสำนักงานตัวแทนในเอเซีย เพื่อรับกระแสการลงทุน ในธุรกิจอินเทอร์เน็ตจากต่างประเทศ รัฐบาลของบางประเทศ เช่น รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ไม่เกินร้อยละ 45 เมื่อปลายปี 1998
เท่าที่ผู้วิจัยทราบ ในปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎระเบียบใดห้ามชาวต่างชาติถือหุ้นข้างมากในบริษัทอินเทอร์เน็ต12 อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การลงทุนในกิจการอินเทอร์เน็ตของบริษัทต่างชาติคงต้องได้รับความเห็นชอบจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งผู้กำกับดูแลธุรกิจ อินเทอร์เน็ตและผู้ถือหุ้นในบริษัทผู้ให้บริการทุกราย โดยมีความเป็นไปได้ว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทยอาจมีนโยบายควบคุมไม่ให้ ชาวต่างชาติถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 นอกจากนี้เงื่อนไขในการขอใบอนุญาตเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยหลายข้อเช่นการถือ หุ้นลม การมีสิทธิยับยั้งมติของกรรมการบริษัทของการสื่อสารแห่งประเทศไทย และลักษณะการทำสัญญาร่วมการงานแบบสร้าง-โอนถ่าย- ให้บริการ (BTO) น่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ตลาดอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ รัฐบาลจึงควรมีนโยบายในการแปรสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารแห่งประเทศไทยให้เอื้อต่อ การลงทุนและการแข่งขันเสรีในอนาคต
5.4 ความสามารถในการระดมทุนของบริษัทผู้ให้บริการไทย
หากรัฐบาลไทยเลือกที่จะไม่เปิดเสรีให้ชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุนในธุรกิจอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแล้ว ทางเลือกอีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้ ก็คือส่งเสริมให้บริษัทผู้ให้บริการในประเทศไทยสามารถระดมทุนในการขยายเครือข่ายจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาด หลักทรัพย์ในต่างประเทศเช่นตลาด NASDAQ ของสหรัฐ ดังตัวอย่างของบริษัท Pacific Internet ของสิงคโปร์ซึ่งสามารถจดทะเบียนในตลาด ดังกล่าวได้เมื่อต้นปี 1999 นอกจากนี้บริษัทเลแมน บราเดอรส์ (Lehman Brothers) ซึ่งเป็นวาณิชธนกรรายใหญ่ยังเปิดเผยด้วยว่ามีบริษัทผู้ให้ บริการ อินเทอร์เน็ตจากประเทศในเอเซียอีก 6 รายกำลังอยู่ระหว่างการขอจดทะเบียนในตลาดดังกล่าวอยู่13
เงินทุนที่ระดมได้นี้จะช่วยทำให้เครือข่ายในการให้บริการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการให้บริการต่ำลงจากการประหยัด จากขนาด (economy of scale) ซึ่งจะทำให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถระดมทุนในลักษณะ ดังกล่าวได้นั้น การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนนโยบายในการกำกับดูแลที่ทำให้ธุรกิจมีภาระและความเสี่ยงสูง เช่น ควรยกเลิกสิทธิ ในการยับยั้งมติของกรรมการบริหารของบริษัทผู้ให้บริการ และควรแปลงการถือ หุ้นลม มาสู่การจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (license fee) แทน
จะเห็นว่าปัจจัยต่าง
ๆ
ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับแนวนโยบายของภาครัฐทั้งสิ้น
หากรัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายส่งเสริมการใช้
อินเทอร์เน็ตที่ชัดเจน
และยังคงกำกับดูแลธุรกิจอินเทอร์เน็ตในลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของอินเทอร์เน็ตเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยก็คงจะมีความล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อย
ๆ ในอนาคต