![]()
การทำนโยบายลดความยากจนให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ
ปัญหาความยากจนเป็นเหมือนปัญหาที่แก้ไม่ตกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาแทบทุกประเทศ
ประเทศไทย
เองก็ได้มีการนำแนวคิดหลายแนวทางมาใช้เพื่อลดปัญหาความยากจน ทั้งการให้เงินแบบให้เปล่า
การให้เงินเพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพ ตลอดจนการจัดสวัสดิการทางสังคม ผลของการนำนโยบายต่างๆ
ไปใช้ได้แสดงให้เห็นว่า นโยบายที่รัฐดำเนินการเป็นผู้ให้ ในขณะที่ชาวบ้านเป็นผู้รอรับอย่างเดียว
ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ทำกันมากในอดีตนั้น เป็นการ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการลดความยากจน
ในระยะยาวได้ ดังนั้นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีลักษณะที่สำคัญคือ
การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบายและการปฏิบัติ สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชน
มีทรัพยากรเงินที่เพียงพอและทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการทำงานควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์
อื่นๆ เช่น การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย การเพิ่มขีดความสามารถของคนจน การสร้างเครือข่ายการป้องกัน
ทางสังคมและการจัดสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้คนจนมีโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
ดังนั้นนโยบายแก้ปัญหาความยากจนในระยะหลังจึงมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป
โดยมุ่งเน้นในการเพิ่มศักยภาพ
ให้คนจนมีโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น และมีการพัฒนาในระดับรากหญ้าให้คนจนสามารถช่วยเหลือ
ตัวเองได้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการพักหนี้เกษตรกร และโครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์
แต่จากผลที่เกิดจากการนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติพบว่า ยังมีข้อบกพร่องหลายประการ
โดยเฉพาะ
การขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนนโยบาย ทำให้วัตถุประสงค์ของโครงการต่างๆ
ไม่ตรงกับ
ความต้องการของชาวบ้าน การสั่งนโยบายยังเป็นการสั่งจากข้าราชการระดับบน ซึ่งอาจจะไม่รู้ปัญหา
ที่แน่ชัด ไม่มีการเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านเพื่อรับนโยบายมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
และรัฐบาลยังไม่ได้มุ่งเน้นให้มีการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้
ชุมชนและการปกครองและการบริหารจัดการชุมชน จากนโยบายการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่น
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่ารัฐบาลมีกรอบแนวคิดและจุดมุ่งหมายที่ดี แต่ถ้าระบบการวางนโยบายไม่ดี
ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนในระดับล่างและการตรวจสอบประเมินผลที่ดี ตลอดจนไม่มีระบบ
ในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่รัดกุมรอบคอบ ผลที่ได้รับก็จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
ในการสัมมนาหลายครั้งที่ผ่านมา
มีการพูดคุยระหว่างชาวบ้าน ตัวแทนจากชาวบ้าน ข้าราชการ ทั้งในพื้นที่
และในส่วนกลาง นักพัฒนา และนักวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และสาเหตุ
ของความสำเร็จและความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหา ความยากจน ในแต่ละพื้นที่ผ่านมา ได้ผลสรุปว่า
ความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนนอกจากจะเกิดจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น
ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของทางภาครัฐแล้ว ยังมีปัจจัยที่เกิดจากตัวบุคคลที่ทำให้แผนการพัฒนา
ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจและทำให้ปัญหาความยากจนยังมีอยู่ เช่น การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
การคอรัปชั่น
และหวังประโยชน์ส่วนตน ความเคยชินกับการรอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ตลอดจนการไม่รู้จัก
ใช้เงินลงทุนให้เป็นประโยชน์ เป็นต้น
ดังนั้นอุปสรรคต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความยากจนในทางปฏิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของรัฐ
หรือชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวของนโยบายได้
การสัมมนานี้
แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายทราบถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดีอยู่แล้ว แต่อาจจะมองในมุมที่แตกต่างกัน
เช่น
ปัญหาการจัดการกองทุนหมู่บ้าน ที่รัฐคิดว่าปัญหาเกิดจาการที่ชุมชนไม่สามารถ จัดการให้เกิด
ความเข้มแข็งขึ้นภายในชุมชนของตัวเอง ในขณะที่ชาวบ้านคิดว่าเป็น ความผิดของรัฐบาลที่อนุมัติเงิน
ให้ทุกหมู่บ้าน โดยไม่คำนึงถึงความพร้อมของชุมชนก่อน และไม่มีการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้
ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เป็นต้น
ปัญหาเช่นนี้จะสามารถลดลงได้โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกฝ่าย
เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายทราบดีว่า
นโยบายที่ดีและมีประสิทธิภาพควรมีลักษณะเช่นไรและจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นการจะทำให้นโยบาย
เหล่านี้เป็นจริงได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือและความทุ่มเทจากองค์กรการพัฒนาต่างๆ
ทั้งจากภายนอก
เช่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคต่างประเทศ องค์กรภายในชุมชน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ เพราะทุกคน
มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องทำเพื่อให้นโยบายประสบความสำเร็จ โดยความร่วมมือแบบพหุภาคี
นี้จะต้องเกิดจากการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวคิด กรอบนโยบายและแนวทาง
การนำนโยบายไปปฏิบัติ ตลอดจนการติดตามและประเมินผล ซึ่งหากสามารถทำเช่นนี้ได้ นโยบาย
การแก้ไขปัญหาความยากจนก็จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและแก้ไขปัญหา
ที่ตรงจุดมากขึ้น และในขณะเดียวกันการมีส่วนร่วมของประชาชนก็จะเป็นการเสริมสร้างพลังให้กับชุมชน
เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย