สรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการ

"การลดปัญหาความยากจน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ"

วันที่ ๑๘-๑๙ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

ณ โรงแรมอู่ทองอินน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

การสัมมนาครั้งนี้เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากการสัมมนาที่จังหวัดนครนายกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2545
โดยเป็นการนำเสนอความคิดเห็นของตัวแทนชาวบ้านถึงความคืบหน้าในการนำแนวคิดและนโยบาย
ต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความยากจนไปปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ว่าได้ผลเป็นอย่างไร ทั้งโครงการของ
รัฐบาลที่มีการปฏิบัติทั่วประเทศ และโครงการอื่นๆ ที่ชาวบ้านเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการเอง

รัฐบาลได้ออกนโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความยากจนหลายประเภท ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
ไป เช่น เพิ่มโอกาสให้คนจน เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ลดรายจ่ายโดยส่งเสริม
สวัสดิการ ฯลฯ ในการสัมมนาครั้งที่แล้วมีการพูดถึงปัจจัยหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการกำหนด
นโยบายให้มีประสิทธิภาพ และการตอบสนองความต้องการของคนจน ซึ่งอุปสรรคที่สำคัญ คือการขาด
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนต่างๆ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงขั้นตอนการปฏิบัติ
ในการสัมมนาครั้งนี้ชาวบ้านได้เสนอผลที่ได้รับจากโครงการต่างๆ ตามนโยบายขจัดปัญหา
ความยากจน ซึ่งพบว่าในทางปฏิบัติโครงการต่างๆ ยังมีข้อบกพร่อง เช่น การวางแผนไม่ดี
และการขาดความพร้อมในการปฏิบัติ

ปัญหาในทางปฏิบัติของโครงการกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้านที่พบในหลายพื้นที่คือ
การขาดความพร้อมในการบริหารจัดการเมื่อเงินลงมาเร็วเกินไป และการที่กลุ่มคนจนเรื้อรัง/ดักดาน
ในบางพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกองทุนฯได้ การบริหารกองทุนยังใช้ระบบเครือญาติ ส่วนปัญหา
ที่เกิดจากความบกพร่องในการวางแผนของโครงการ ได้แก่ ระยะเวลาการคืนเงินที่กำหนดไว้ 1 ปี
สั้นเกินไป เพราะในบางหมู่บ้านชาวบ้านไม่สามารถนำเงินที่กู้ไปเพื่อลงทุนทางการเกษตร ที่ส่วนใหญ่
่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนช้ากว่า 1 ปี ดังนั้นส่วนใหญ่จึงใช้ไปในการลงทุนเพื่อการค้าขาย
ได้เท่านั้น

โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค และโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ มีข้อดีในแนวคิดของนโยบาย
เพราะมีวัตถุประสงค์ที่จะลด รายจ่าย และเพิ่มรายได้ให้ประชาชน แต่ชาวบ้านในที่ประชุมให้ความเห็น
ว่าทั้งสองโครงการยังมีความบกพร่อง เพราะสินค้าที่ชาวบ้านผลิตออกมาตามมาตรการส่งเสริมของ
โครงการ แต่ไม่มีตลาดรองรับ ทำให้สินค้าล้นตลาด และสินค้าบริโภคที่ชุมชนผลิตได้ส่วนใหญ่ไม่ได้
มาตรฐาน อ.ย. ดังนั้นโครงการนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าที่หวังไว้ สำหรับโครงการ 30 บาท
รักษาทุกโรค ยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนงบประมาณทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถจ่ายยาที่มีคุณภาพให้
กับคนไข้ได้อีกทั้งยังให้บริการที่ไม่ดีและมีการเลือกปฏิบัติ ปัญหาที่เกิดกับโครงการทั้งสองนี้แสดงให้
เห็นว่าในทางปฏิบัติรัฐบาลยังขาดการส่งเสริมปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นในการทำให้นโยบายเป็นจริง

นอกจากโครงการที่มาจากนโยบายของรัฐบาลแล้ว ชุมชนเองก็มีการตื่นตัวในการลดปัญหา
ความยากจน โดยมุ่งเน้นการลดรายจ่ายของครัวเรือน ตัวแทนชาวบ้านในหลายพื้นที่ได้พูดถึง ผลที่ได้รับ
จากการที่ชาวบ้านได้ทดลองแนวทางต่างๆ เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การทำการเกษตร
แบบยั่งยืน โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี มีการหว่านถั่วเขียวเพื่อพัฒนาดิน การปลูกผัก
ปลอดสารพิษเพื่อขายและบริโภคเองเพื่อลดค่าอาหาร เป็นต้น นอกจากนั้นชุมชนยังพยายามรวมกลุ่ม
กันจัดเวที เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน เช่น ชุมชนบ้านท่า จ.ร้อยเอ็ด ได้จัดเวที
หารือกันเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยมีความเห็นร่วมกันว่าควรจะทำผนังกั้นแม่น้ำชีและฟื้นฟูธรรมชาติ
โดยการปลูกต้นไม้ในป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของภาครัฐที่เน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
โดยการแจกสิ่งของหรือเงิน เมื่อชาวบ้านประสบปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีตัวอย่างที่ดีในการที่ชุมชนได้รู้จักหาแก้ไขปัญหาและพยายามพัฒนาชุมชน
ของตนเองมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมี อีกหลายชุมชนที่ไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ เพราะยังมีบางชุมชน
มีทัศนคติว่าการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เป็นการทำเพื่อ ประโยชน์ส่วนตน บางชุมชนยังเคยชิน
กับการรอรับความช่วยเหลือจากทางราชการเพียงอย่างเดียว ทำให้ชุมชนขาดพลังในการพัฒนาชุมชน
ของตนเอง และบางชุมชนยังมีการขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในชุมชน เช่น กลุ่มที่เกิดจาก
การร่วมมือของกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) และกลุ่มแกนนำของกองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น
นอกจากนี้การกระจายอำนาจเพื่อสนับสนุนให้ชุมชน รู้จักปกครองและบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ
ภายในชุมชนเอง ยังไม่ประสบผลสำเร็จในทางปฏิบัติมากนัก โดยเฉพาะในเรื่อง การบริหารจัดการของ
อบต. เพราะสมาชิก อบต. ยังขาดความรู้ด้านกฎหมายและการปกครองที่เพียงพอ ทำให้อำนาจ
การตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ยังขึ้นอยู่กับปลัด อบต. ค่อนข้างมาก

นอกจากปัจจัยข้อบกพร่องจากการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกิดจากปัจจัยส่วนบุคคล
เช่น หลายครัวเรือนเพิ่ม ค่าใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็นในเรื่องค่าโทรศัพท์มือถือ บางครัวเรือนก็ไม่รู้จัก
ประมาณตน เมื่อรัฐมีโครงการที่ให้ความช่วยเหลือ ก็กู้ทุกโครงการ ทำให้มีหนี้ซ้ำซ้อนและไม่สามารถ
หาเงินมาใช้คืนได้ ส่วนบางโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ซึ่งทางราชการได้ให้ความรู้ที่ครบถ้วน
แล้ว แต่เกษตรกรนำไปปฏิบัติด้วยความไม่รอบคอบและไม่ถูกหลัก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจาก
การที่เกษตรกรคาดหวังผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการมากเกินกว่าความเป็นจริง ในขณะที่
คาดหวังถึงความล้มเหลวของโครงการน้อยเกินไป ทำให้ไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจจะตามมา อีกทั้งยังมี
การคอรัปชั่นในระดับชุมชนอีกด้วย

ทั้งนี้ตัวแทนชาวบ้านได้มีข้อเสนอแนะที่หลากหลายเกี่ยวกับนโยบายลดความยากจนต่างๆ เช่น อยากให้
รัฐบาลออกเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยของเงินกู้ ธ.ก.ส. จัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิต
ทางการเกษตร จัดอบรมที่เน้นการเสริมสร้างวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน ชุมชนจะต้อง
เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ฯลฯ สำหรับกองทุนหมู่บ้านควรมี
การยืดหยุ่นในเรื่องระเบียบข้อบังคับ มีการเชื่อมโยงกองทุนและเสริมความรู้เรื่องการบริหารจัดการ
ให้ชุมชน ส่วนนโยบายกระจายอำนาจและการส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง จะต้องมีการให้ความรู้
ด้านกฎหมายและการปกครอง ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ให้ชุมชนมีส่วนร่วม เช่น การเสนอแผน
ต่างๆ ผ่านเวทีประชาคม ควรกำหนดคุณวุฒิของคณะกรรมการบริหาร อบต. และ อบต. จะต้องศึกษา
ปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านให้มากขึ้น เพิ่มสัดส่วนสมาชิก อบต.ที่เป็นผู้หญิง ควรแยก อบต. ออกจาก
กระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะมีอำนาจในการตัดสินใจและในการใช้งบประมาณได้เต็มที่ และจะต้องมี
การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านถึงบทบาทหน้าที่ของ อบต. เพื่อจะได้มีการเพิ่มพลังและสร้าง
ความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างแท้จริง

(คลิกเพื่ออ่านสรุปการประชุมฉบับเต็ม)