![]()
สรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การลดปัญหาความยากจน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ"
วันที่ ๗ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.
ณ ห้อง Main Conference ตึก IT มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก
![]()
จากมุมมองของชาวบ้านเห็นว่าจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาความยากจนในบางพื้นที่มาจากชุมชน
เช่น อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ที่ประสบกับปัญหาความยากจน สมาชิกผู้หญิงจำนวนมากต้องออก
ไปประกอบอาชีพขายบริการ ทำให้ชุมชนรวมตัวกัน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการจัดตั้งธนาคาร
หมู่บ้าน ต่อมารัฐเข้ามาสนับสนุนโครงการต่างๆ ซึ่งชาวบ้านเห็นว่านโยบายของรัฐมีข้อบกพร่อง
อยู่หลายประการ ได้แก่ นโยบายยุคก่อนๆ ให้เงินลงมาเลยโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมชุมชน
ทำให้การใช้เงินไม่เป็นระบบและไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐควรปรับปรุงการจะดำเนินนโยบายกระจาย
งบประมาณสู่ชุมชน โดยจะต้องมีการประเมินอย่างรอบคอบว่าชุมชนเข้มแข็งหรือไม่ หากยังไม่เข้มแข็ง
รัฐจะช่วยทำให้เข้มแข็งได้หรือไม่ อย่างไร เพราะชาวบ้านมีความรู้ไม่เท่ารัฐ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมอง
ของข้าราชการที่มองว่าในภาคราชการมีระบบบางอย่างที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนา เพราะบางทีผู้น้อย
คิดสิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อชาวบ้าน แต่ผู้ใหญ่ไม่ชอบ นอกจากนี้บางครั้งข้าราชการระดับบนสั่งให้
รายงานผลเร็วเกินไป ทำให้ข้าราชการระดับล่างต้องเร่งรีบจัดทำข้อมูล ทำให้เกิดการบิดเบือนข้อมูล
ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น สำหรับมุมมองของนักวิชาการได้ตั้งข้อสังเกต
ในประเด็นนี้ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาความยากจนมีขนาดใหญ่พอสมควร
ควรจะ
หันมาพิจารณาประสิทธิภาพการใช้เงินว่าเป็นอย่างไร ทำไมบางโครงการจึงประสบผลสำเร็จ
ในขณะที่
บางโครงการไม่บรรลุเป้าหมาย และจะทำอย่างไรให้โครงสร้างส่วนบนและโครงสร้างส่วนล่างของสังคม
สามารถร่วมมือกันได้ โดยข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ของภาครัฐ คือการไม่ได้กำหนดเป้าหมาย
ที่ชัดเจนทั้งในแง่กลุ่มเป้าหมายและพื้นที่เป้าหมาย นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้เงินแบบหว่าน
และการทำโครงการแบบปูพรม โดยจัดโครงการแบบเดียวและใช้กับทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบกับ
การไม่มีระบบประเมินผลโครงการที่ดีพอ ทำให้ไม่รู้ประสิทธิภาพของโครงการ ปัจจัยต่างๆ
เหล่านี้
ทำให้การดำเนินโครงการของภาครัฐที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
โครงการต่างๆ ของรัฐทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ถูกยกมาอภิปราย
ได้แก่ โครงการ กข.คจ. ชาวบ้าน
มองว่าดี เพราะสนับสนุนเงินกู้แบบปลอดดอกเบี้ย และระยะเวลาในการส่งคืน 5 ปี ทำให้ชาวบ้านมีเวลา
ในการนำไปลงทุนระยะยาว แต่ข้าราชการมองว่ามีข้อเสีย คือเป็นโครงการที่ถูกกำหนดมาจากข้างบน
ทั้งคณะกรรมการรัฐก็จัดตั้งขึ้น นอกจากนี้โครงการอื่นๆ ที่ชาวบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง
เช่น
โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ทำให้รายจ่ายค่ารักษาพยาบาลลดลง โครงการธนาคารหมู่บ้านทำให้
เกิดการออม โครงการพักชำระหนี้ช่วยบรรเทาภาระหนี้ โครงการกองทุนหมู่บ้านที่ช่วยเพิ่มเงินทุน
หมุนเวียนในครอบครัวและเงินลงทุนทางด้านการเกษตร นอกจากนี้ยังเป็นโครงการที่ชาวบ้าน
มีส่วนร่วมโดยตรงในการตั้งคณะกรรมการฯ ทำให้ตรงตามความต้องการของชาวบ้านมากกว่า
และมีการตรวจสอบการนำเงินไปใช้โดยชาวบ้านด้วยกันเอง แต่ก็มีข้อเสียคือเงินลงไปเร็วเกินไป
อาจทำให้ชาวบ้านเอาเงินไปใช้ผิดประเภทได้ และระยะเวลาในการคืนเงินกู้สั้นเกินไป
ในมุมมองของ
ภาครัฐให้ความเห็นว่าเงินจากโครงการกองทุนหมู่บ้านลงไปกว่า 97% แล้ว และที่ผ่านมาโครงการนี้
มีข้อดีคือชาวบ้านเป็นผู้คิดโครงการกันเอง อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียคือหากกองทุนไม่เข้มแข็งจะทำให้
การใช้เงินผิดประเภททำได้ง่าย เช่น เอาเงินไปใช้หนี้เก่า และได้ให้ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรจะ
ทบทวนการดำเนินโครงการที่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของความเข้มแข็ง ปัญหา โอกาส และ
ข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ และควรให้ ชาวบ้านในแต่ละ หมู่บ้านกำหนดโครงการกันเอง
โดยรัฐเป็นเพียง
พี่เลี้ยง นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับความพยายามในการจัดทำแผน ชุมชนของชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้รัฐ
กำลังจัดทำนโยบายเพื่อดำเนินการสนับสนุนการจัดทำแผนชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยจะเน้นที่
ความพร้อมของหมู่บ้าน เพราะในปัจจุบันภาครัฐประเมินว่ามีหมู่บ้านประมาณ 10,000
หมู่บ้าน
ที่เข้มแข็งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และที่รัฐเข้าไปสนับสนุนให้เกิดขึ้น
ซึ่งรัฐจะเข้าไปช่วย
พัฒนาผู้นำ เพื่อจะได้ค้นหาปัญหาต่างๆ ในหมู่บ้านได้ด้วยตัวเอง เพราะรัฐมองว่าหากหมู่บ้านไม่มี
ความเข้มแข็ง หรือไม่มีความพร้อม จะทำให้กลไกการดำเนินงานของภาครัฐขาดประสิทธิภาพได้ง่าย
นอกจากนี้ชุมชนควรเป็นผู้ประสานงานกับภาครัฐ เพราะรู้ปัญหาในท้องถิ่นดีที่สุด ซึ่งในขณะนี้ภาครัฐ
กำลังดำเนินการจัดทำดัชนีชี้วัดความเข้มแข็งของชุมชนอยู่
ชาวบ้านเห็นว่าการเก็บข้อมูลต่างๆ
ของรัฐในอดีตไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะส่วนใหญ่ผู้ใหญ่บ้านหรือ
กำนันมักจะเขียนกันเอง ไม่ได้ใช้วิธีสัมภาษณ์ลูกบ้าน แต่ปัจจุบันดีขึ้นเพราะมีระบบอาสาสมัครหมู่บ้าน
ทำให้ได้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นว่าควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด
โดยให้ชาวบ้านไปสำรวจข้อมูลกันเอง อย่างไรก็ตามชาวบ้านบางส่วนยังเห็นว่าชาวบ้านยังไม่ได้รับ
ประโยชน์จากการเก็บข้อมูลมากนัก โดยมองว่าข้าราชการควรมีการประเมินตัวเองก่อน เพราะมีหลาย
โครงการที่ภาครัฐเข้าไปดำเนินการแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีความต่อเนื่องและไม่มี
ความยั่งยืน แต่ข้าราชการมองว่าชาวบ้านไม่ค่อยให้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง โดยชาวบ้านที่ฐานะ
ไม่ดีมักจะ อายไม่กล้าบอกความจริงว่าตัวเองจน ในขณะที่ชาวบ้านที่ฐานะดีมักจะปกปิด
พราะกลัว
การเสียภาษีและกลัวไม่ได้กู้เงินจากโครงการต่างๆ ของรัฐในอนาคต นอกจากนี้ชาวบ้านยังมองว่า
ความผิดพลาดในการเก็บข้อมูล ส่วนหนึ่งมาจากการไม่มีการจ่ายค่าตอบแทน นักวิชาการมองว่า
การเก็บข้อมูลของภาครัฐไม่ถูกต้องตามหลักการ เพราะรัฐเก็บเองแล้วตรวจสอบประเมินผลเอง
ดังนั้นควรให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งมีความเป็นกลางมากกว่า เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบและประเมินผล
และข้อมูลของรัฐก็เป็นค่าเฉลี่ย ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบสุ่มในระดับประเทศหรือในระดับภาค
ทำให้
ไม่สามารถบอกรายละเอียดในระดับจังหวัดได้ และเสนอแนะให้ภาครัฐปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูล
กำหนดกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่เป้าหมายให้ชัดเจน และมีระบบประเมินโครงการและติดตามผลที่มี
ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรพัฒนาตัวชี้วัดที่วัดผลลัพธ์ มากกว่าวัดจำนวนกิจกรรมอย่างที่ใช้ในปัจจุบัน
ซึ่งในส่วนนี้นักวิชาการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบระบบข้อมูลและระบบประเมินผล
การดำเนินการของภาครัฐได้ เพราะมีข้อดีในเรื่องความเป็นกลาง ทั้งยังได้เสนอให้ชุมชนเตรียม
ความพร้อม เพื่อช่วยชี้ปัญหาให้ภาครัฐทราบ เพราะในปัจจุบันภาคท้องถิ่นมีความอ่อนแอในเรื่องนี้มาก
โดยเฉพาะความเข้าใจในเรื่องการจัดทำโครงการต่างๆ มีน้อยมาก และสำหรับการกำหนดนโยบาย
แก้ไขปัญหาความยากจนในระดับบน ภาครัฐควรแก้ไขนโยบายมหภาคในเรื่องภาษีและงบประมาณ
ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และดำเนินการจัดการประชุมที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแล้ว กำหนดเป็นมาตรการ
และมีการประเมินผลเป็นระยะๆ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ
ที่เป็นข้อเสนอร่วมกันของที่ประชุม ได้แก่ การทำให้คนจนมีส่วนร่วม
ในการกำหนดนโยบาย จะต้องสนับสนุนให้องค์กรภายในชุมชนมีความพร้อม และมีความรู้ในเชิงลึก
ด้านการบริหารจัดการและบทบาทต่างๆ ของชุมชน มีการเรียนรู้ด้วยตัวเองในเรื่องของปัญหาและ
การพัฒนาศักยภาพของชุมชน นอกจากนี้จะต้องขยายผลสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
และผู้นำ
ชุมชนและกรรมการชุมชนจะต้องเตรียมความพร้อมและให้ความร้ แก่สมาชิกในชุมชน เป็นผู้นำ
และกรรมการชุมชนที่มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกที่ดี สำหรับแผนชุมชนจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน
และมีเอกภาพ โดยภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยสร้างระบบการประเมินผล ซึ่งอาจมีนักวิชาการเข้ามาดูแล
ระบบประเมินผล เพื่อส่งเสริมความเป็นกลางในการประเมินผล
ภาครัฐควรเป็นผู้ให้ความรู้แก่ชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านสามารถประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความรู้
สมัยใหม่ได้ดีขึ้น ส่งเสริมการสร้างวิธีคิดให้ชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาต่างๆ สนับสนุนเทคโนโลยี
ที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับชาวบ้าน ส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูจิตสำนึกชุมชน
และควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีใน การบริหารจัดการต่างๆ โดยเฉพาะในแง่ความโปร่งใส
ในกรณีของ
การแก้ไขปัญหาความผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูลกับชุมชน ภาครัฐควรให้ภาพกระบวนการแก้ไข
ปัญหาความยากจนแก่ชาวบ้านทั้งระบบ เพื่อชาวบ้านจะได้ทราบทิศทางของการแก้ไขปัญหา
และเห็นความสำคัญของการให้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง นอกจากนี้แบบฟอร์มการเก็บข้อมูล
ควรมีความชัดเจนในประเด็นคำถามต่างๆ และชาวบ้าน เข้าใจได้ง่าย และมีการพัฒนาแกนนำ
ในการเก็บข้อมูลเพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สูงสุด ในการนำไปใช้แก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง
การแก้ไขปัญหาความยากจนโดยไม่ใช้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ
ทำได้โดยส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าต่างๆ ของชุมชน โดยการพัฒนาเทคโนโลยีใน การผลิต
ที่ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อผลิตเป็นสินค้าและบริการต่างๆ ที่เอกลักษณ์ของตัวเอง
ซึ่งอาจ
เรียนรู้จากความสำเร็จจากชุมชนอื่นที่ประสบความสำเร็จ โดยรัฐและเอกชนช่วยหาตลาด
นอกจากนี้
ควรส่งเสริมให้คนในชุมชนคิดและวิเคราะห์ในเชิงลึกและกว้าง เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
และควรส่งเสริมการสร้างโอกาสและสร้างงานในพื้นที่ท้องถิ่น
ชุมชนจะเข้มแข็งได้ต้องเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกภายในครอบครัวให้มีความรับผิดชอบต่อชุมชน
และสังคม ซึ่งอาจยึดแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนตามแนวทางพระราชดำริของในหลวง
หรือจากผู้รู้อื่นๆ แล้วขยายไปสู่การสร้างจิตสำนึกชุมชน มีกระบวนการส่งเสริมความรู้ในด้าน
การประกอบอาชีพให้ชาวบ้าน โดยอาจศึกษาจากประสบการณ์จากชุมชนที่เข้มแข็งแล้ว มีการสร้างผู้นำ
และแกนนำที่ชาวบ้านร่วมกันเสนอชื่อ แล้วให้รัฐจัดการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรในชุมชนที่สามารถ
เชื่อมประสานกับแหล่งความช่วยเหลือจากภายนอกชุมชนได้ ต่อมาคือการสร้างกิจกรรม พัฒนา
กิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชนให้ต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมกลุ่มอาชีพ หรือกิจกรรมกลุ่มออมทรัพย์
เป็นต้น
ล้วจัดตั้งศูนย์ประสานงานในระดับชุมชน กิจกรรมต่างๆ ที่ภาครัฐสนับสนุนควรมีความต่อเนื่อง
เช่น
โครงการอบรมต่างๆ มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการบริหารงานในชุมชน โดยการปรับปรุง
ละประเมินผลโครงการของรัฐที่ผ่านมา เพื่อนำเอาประสบการณ์ที่ได้มาประยุกต์ใช้ และชุมชน
ควรจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นร่วมกัน โดยทุกคนในชุมชนยึดถือกติกาและมติของชุมชน
ร่วมกันอย่างเคร่งครัด ประการต่อมาคือการบูรณาการงบประมาณจากกองทุนต่างๆ
ซึ่งการจะทำให้
ชุมชนเข้มแข็งได้ควรใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี เพื่อดูผลความเปลี่ยนแปลง
ชุมชนควรสร้างผู้นำชุมชนที่ดี
เพราะปัญหาของชุมชนที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากของกระบวนการ
สร้างผู้นำจากราชการ เช่น ทำให้นโยบายและงบประมาณกระจุกตัว นโยบาย งบประมาณ และระบบ
การบริหารไม่ต่อเนื่อง การคัดเลือกผู้นำใช้ระบบอุปถัมภ์และพวกมากลากไป ผู้นำบริหารงานไม่มี
ความโปร่งใส เงินไม่ถึงชาวบ้าน ชาวบ้านไม่กล้าเรียกร้องใดๆ เพราะไม่อยากมีปัญหา
กับผู้มีอิทธิพล
ในชุมชน หลายโครงการ เป็นโครงการที่ดีแต่ผู้นำไม่ดี ทำให้โครงการล้มเหลว เพิ่มภาระหนี้สินให้
ชุมชน ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชุมชนมีอุปสรรคมาก ซึ่งลักษณะของผู้นำที่ดี คือยอมรับฟัง
ความคิดเห็นของลูกบ้าน เป็นคนดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีจิตใจสาธารณะ
มีความเสียสละ และรักษาสมบัติส่วนร่วม เข้ากับชุมชนได้ดี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้
เป็นผู้นำ
ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ละเมิดกฎกติกา เป็นผู้ตามที่ดีอย่างมีเหตุผล โดยกระบวนการสร้างผู้นำ
ที่เข้มแข็งเริ่มจากการจัดประชุมหมู่บ้าน ตั้งคณะกรรมการ และตั้งกฎระเบียบในการเลือกผู้นำที่เป็น
ที่ยอมรับของคนในชุมชน ชาวบ้านร่วมกันเสนอชื่อ ผู้มีความรู้ ผู้มีความสามารถ ผู้มีจิตสำนึกชุมชน
หรือผู้ที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน แล้วตัดสินใจโดยใช้เสียงข้างมาก
(คลิกเพื่ออ่านสรุปการประชุมฉบับเต็ม)
![]()