สรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การลดความยากจน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ"

วันที่ ๕-๖ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

ณ วังรีรีสอร์ท จังหวัดนครนายก

ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาที่ทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่าง
ต่อเนื่อง แต่แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายและงบประมาณมากมายเพื่อขจัดปัญหานี้ ความยากจนก็ยังมีอยู่
ดังนั้นการสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการระดมความคิดเห็นของชาวบ้านถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จ
และความล้มเหลวของการนำนโยบายขจัดความยากจนมาปฏิบัติในแต่ละท้องถิ่น โดยใช้กรอบแนวทาง
การวิเคราะห์และประเมินผลนโยบายที่พิจารณาตั้งแต่ความถูกต้อง ในเรื่องแนวคิดกรอบการวาง
นโยบายการตรวจสอบและประเมินผลก่อนนำแผนไปปฏิบัติ ตลอดจนความถูกต้องในกระบวนการปฏิบัติ
และผลลัพธ์ที่ได้

ในขั้นแรกการวางแผนนโยบายที่ดีและมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีกรอบแนวคิดของนโยบายที่ถูกต้อง
และเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดจนผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อที่ผู้วางนโยบายจะได้ทราบถึง
ปัญหาที่แท้จริงและสามารถแก้ไขได้ตรงจุด ขั้นตอนการประเมินนโยบายควรจะคำนึงถึงทั้งผลดี
และผลเสีย รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะมีต่อชาวบ้านกลุ่มอื่นๆ ทรัพยากรที่สนับสนุนการทำงาน
จะต้องมีเพียงพอทั้งเงิน คน และความรู้ เพื่อที่จะได้นำนโยบายนั้นไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้นการปฏิบัติตามกระบวนการในแต่ละขั้นตอนจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการสร้างความรู้
ความเข้าใจมีแรงจูงใจที่ดีและมีการร่วมมือประสานงานอย่างเต็มที่ระหว่างหน่วยงานราชการ องค์กร-
บริหารภายในชุมชน องค์กรภาคเอกชน (NGOs) และชาวบ้าน เพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้
ให้กับชุมชนด้วย
ตามความคิดเห็นของตัวแทนชาวบ้านในที่ประชุม ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ
ของนโยบายขจัดความยากจนส่วนใหญ่มาจากการที่รัฐบาลกำหนดนโยบายจากบนลงล่าง คือการสั่งงาน
มาจากข้าราชการในระดับบนโดยไม่ปรึกษาคนที่รู้ปัญหาในท้องที่อย่างเพียงพอซึ่งก็คือชาวบ้านเอง
ทำให้โครงการที่ปรากฏออกมาไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ดังนั้นกระบวนการวางแผนนโยบาย
ที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนและส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะไม่สามารถเจาะลึกถึงปัญหาของชุมชนได้
และทำให้เกิดความสิ้นเปลืองงบประมาณ เช่น การอบรมอาชีพและดูงานที่ไม่ได้ตอบสนอง
ความต้องการของชุมชน นโยบายส่วนใหญ่ยังไม่มีความต่อเนื่อง และไม่มีการวางแผนเชื่อมโยงให้
โครงการใหม่ๆที่เกิดขึ้นเป็นการต่อยอดเข้ากับโครงการเดิมที่มีจุดประสงค์คล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวกับความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการอีกหลายประการ ที่เป็น
อุปสรรคต่อการทำนโยบายให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ เช่น การทำงานแบบแยกส่วน ไม่มีการประสานงาน
ที่ดีระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง การจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เป็นระบบ ขาดการเตรียมพร้อมของ
ข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายที่ได้รับคำสั่งมาอย่างถ่องแท้ ทำให้
ทำงานได้อย่างไม่เป็นระบบ อีกทั้งยังมีการหวังประโยชน์ส่วนตนจากการดำเนินการต่างๆ อยู่มาก เช่น
การสั่งให้ดำเนินนโยบายอย่างเร่งด่วนเพื่อที่จะได้ชื่อเสียง ข้าราชการปฏิบัติตามกระแสเพื่อเอาใจ
เจ้านาย ตลอดจนการทุจริตคอรัปชั่นโดยเฉพาะการที่ อบต. มีอำนาจการบริหารมากเกินไป
เมื่องบประมาณผ่านมาสู่ อบต. มากขึ้น จะทำให้เกิดการคอรัปชั่นภายใน อบต. ได้

ปัจจัยในระดับท้องถิ่นที่เป็นอุปสรรคต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติก็มีอยู่หลายประการ แต่ปัจจัยที่ได้รับ
การกล่าวถึงมากที่สุดโดยชาวบ้านในที่ประชุม คือการที่ชุมชนขาดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเกิด
จากการที่ชาวบ้านไม่เคยได้มีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผน และกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล
การดำเนินโครงการต่างๆ ที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนของตนได้อย่างไร
ทำให้นโยบายต่างๆ ที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจและการบริหารจัดการด้วยตนเองล้มเหลว เพราะชุมชน
ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะรับผิดชอบภาระนี้ได้ และไม่รู้จักหลักการบริหารจัดการที่ถูกต้อง เนื่องจาก
ในอดีตชาวบ้านเคยชินกับการรอให้รัฐแจกจ่ายเงิน หรือสิ่งของต่างๆ ไม่เคย
ลงมือทำเอง นอกจากนี้
ยังมีปัญหาที่เกิดจากการขาดการประสานงานระหว่างรัฐและชุมชน เช่น รัฐไม่ให้ความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ต่อชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านขาดความพร้อมเมื่อนำนโยบายไปปฏิบัติ

ปัญหาส่วนใหญ่เหล่านี้ปรากฏให้เห็นในนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นผลงานชิ้นเด่นของรัฐบาล
แม้ว่าชาวบ้านเข้าใจและเห็นด้วยกับแนวคิดของนโยบายนี้ที่มุ่งหวังให้คนจนมีโอกาสกู้เงินไปเป็นทุน
ทำมาหากิน และสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการบริหารจัดการกองทุนให้กับชาวบ้าน แต่ตัวแทนชาวบ้าน
ที่มาประชุมร่วมกันยังมีข้อติติงมากมายเกี่ยวกับโครงการกองทุนหมู่บ้านในทางปฏิบัติ ซึ่งปัญหา
ที่ชัดเจนที่สุด คือการแจกจ่ายเงินทุนไปตามหมู่บ้านอย่างเร่งด่วน โดยที่ไม่คำนึงถึงความพร้อมของ
แต่ละหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านซึ่งยังไม่มีความเข้าใจในวัตถุประสงค์และกระบวนการของโครงการ
นำเงินไปใช้ผิดประเภท และหน่วยงานราชการไม่ได้ให้ความรู้ต่อชาวบ้านที่ดีพอ บางชุมชนไม่มี
ความเข้มแข็งพอที่จะบริหารกองทุน คณะกรรมการไม่มีความสามารถ ในบางหมู่บ้านเกิดความขัดแย้ง
เพราะชาวบ้าน อยากกำหนดกฎระเบียบกองทุนเอง แต่ภาครัฐไม่เห็นด้วย นอกจากนั้นกลุ่มคนที่ยากจน
มากๆ ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เงิน เพราะคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านเกรงว่าจะไม่สามารถนำเงิน
มาชำระคืนได้

สำหรับนโยบายอื่นๆ ที่รัฐบาลมุ่งหวังที่จะช่วยลดปัญหาความยากจน ชาวบ้านเห็นว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย
นโยบายเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นทุนมีส่วนดี คือให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาและภูมิปัญญา-
ชาวบ้าน แต่ก็มีข้อเสียคือส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็นหนี้ และอาจจะสูญเสียที่ทำกิน ส่วนนโยบาย
การกระจายอำนาจมีแนวคิดที่ดี แต่โครงสร้างการบริหารงาน อบต. ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เพราะการที่
สมาชิกได้รับเลือกมาจากทุกหมู่บ้าน ทำให้ไม่มีการทำงานเป็นทีมเท่าที่ควร อีกทั้งยังมีการบริหารงาน
ในระบบอุปถัมภ์ เช่น การกระจายงบประมาณให้พรรคพวก เป็นต้น

มีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ หลายประการ อย่างแรกคือรัฐบาลจะต้องสนับสนุน
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางนโยบายอย่างจริงจังทั้งใน ระดับนโยบาย (การกำหนดกรอบ
และขั้นตอนปฏิบัติ) และในการนำนโยบายมาปฏิบัติในพื้นที่ ควรให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมทั้งการร่วมคิด
และร่วมตัดสินใจ เพื่อที่จะให้นโยบาย แก้ไขปัญหาได้ตามความต้องการของชาวบ้าน และเพื่อให้ชุมชน
ได้กำหนดเป้าหมายทิศทางการพัฒนาของตัวเองเป็นหลัก นอกจากนี้ภาครัฐต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน
บทบาทของตัวเองมาเป็นฝ่ายสนับสนุน คอยหนุนเสริมให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของแทนการเป็น
ฝ่ายสั่งการเหมือนในอดีต

การสร้างกระบวนการเรียนรู้ก็เป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง โดยจะต้องมุ่งเน้นให้มี
การสร้างคน สร้างผู้นำที่ดี เพื่อที่ชุมชนจะได้รู้จักคิดเอง มีจุดยืนที่แน่นอนและสามารถแก้ไขปัญหาได้
ด้วยตัวเอง โดยรัฐบาลควรจะส่งเสริมให้ชาวบ้านมีความรู้ ทั้งในเรื่องการบริหารและปกครองตนเอง
ตลอดจนรายละเอียดของนโยบาย ที่จะดำเนินการภายในเขตพื้นที่ ส่งเสริมให้ชุมชนมีความพร้อม
ที่จะรับ
นโยบายมาปฏิบัติ มีการประสานงานกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจน
ชาวบ้าน และจะต้องมีการสรุปบทเรียนร่วมกันและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน โดยร่วมมือกันทำงาน
อย่างพหุภาคีเพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาที่มั่นคงและประสบผลสำเร็จ

ในการพูดคุยถึงลักษณะของนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ปรารถนา ตัวแทนชาวบ้าน
ในที่ประชุมให้ความเห็นว่า นโยบายที่ดีจะต้องสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ และระบบการออมทรัพย์ของ
ชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมสวัสดิการที่ดี เพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายของครัวเรือนมีการออกกฎหมาย
ที่เอื้อต่อความต้องการของแต่ละชุมชนและเหมาะสมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนสนับสนุน
การรวมกลุ่มและการสร้างเครือข่ายของประชาชน ฯลฯ

(คลิกเพื่ออ่านสรุปการประชุมฉบับเต็ม)