สรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการ "ยุทธศาสตร์การลดปัญหาความยากจน
จากมุมมองและการคิดร่วมกันของชาวบ้าน ครั้งที่ ๒"
วันที่ ๔-๕ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
ณ โรงแรมการ์เดนท์ซีวิวรีสอร์ท จังหวัดชลบุรี

 

ความเป็นมา

หลังจากการสัมมนาครั้งที่ 1 ที่ได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นในประเด็น "อย่างไรที่เรียกว่าจน
ทำไมถึงจน จะแก้จนกันได้อย่างไร" โดยได้ปรึกษาวิธีการวัดและจัดทำข้อมูลความยากจน โดยชาวบ้าน
ผู้เข้าร่วมการสัมมนาได้กลับไปทำข้อมูลสถานการณ์ความยากจนและทางเลือกในการแก้ไขปัญหา
ความยากจนในพื้นที่ โดยมีทีมที่ไปดำเนินการ 11 ทีม จัดทำข้อมูลในพื้นที่ชนบท 12 หมู่บ้าน
ใน 6 จังหวัด คือ
จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสุพรรณบุรี
และจังหวัด นครศรีธรรมราช และพื้นที่ชุมชนเมือง 6 ชุมชน ใน 4 เมือง คือ เมืองเชียงใหม่
กรุงเทพมหานคร เมืองอุบลราชธานี และเมืองยโสธร

ภาพในอดีตของหมู่บ้านชนบท

แม้ว่าที่ตั้งของพื้นที่ศึกษาทั้ง 12 หมู่บ้านในชนบทจะกระจายอยู่ใน 6 จังหวัด ของแต่ละภูมิภาค
แต่ภาพในอดีตของหมู่บ้านเหล่านี้ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันหลายอย่าง อาทิ การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
ของหมู่บ้าน เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ภาพในอดีตแต่ละหมู่บ้านล้วนแล้วแต่มีความอุดมสมบูรณ์
ด้านทรัพยากร ทั้งป่าไม้ แม่น้ำลำคลอง เก็บเห็ดและผักนานาชนิดจากป่า สัตว์น้ำจากแม่น้ำลำคลองเป็น
อาหารโดยไม่ต้องพึ่งพาจากภายนอก ในลักษณะ "หาอยู่ หากิน" การใช้ชีวิตกลมกลืน พึ่งพาธรรมชาติ
ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี ล้วนสะท้อนถึงความเคารพธรรมชาติ บรรพบุรุษ การเลี้ยงผีขุนน้ำของ
บ้านห้วยทราย จ.เชียงใหม่ ที่แสดงความสัมพันธ์ของชุมชนกับป่า การแสดงการสักการะต่อผืนป่าและ
ผีขุนน้ำที่ให้น้ำแก่ชุมชน การเลี้ยงผีฝายของบ้านปาง จ.พะเยา เพื่อทดแทนคุณที่ให้น้ำทำนา ทำไร่
การทำขวัญข้าวของ
ชาวนา จ.สุพรรณบุรี จ.นครศรีธรรมราช แสดงความเคารพแม่โพสพที่ให้นาข้าว
อุดมสมบูรณ์

ความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านเป็นเครือญาติ รู้จักกันใกล้ชิด ปู่ย่าตายายย้ายมาจากที่อื่นแล้วมา
ตั้งถิ่นฐานด้วยกัน บ้านแม่ทา จ.เชียงใหม่ บรรพบุรุษอพยพหนีสงครามไทย-พม่า และชนเผ่าต่างๆ
ย้าย
เข้ามาอยู่กว่า 200 ปี บ้านปาง จ.พะเยา ย้ายจากเวียงละกอน (จ.ลำปาง) บ้านเขาดิน จ.นครสวรรค์
ย้ายมาจากโคราชและร้อยเอ็ดเกือบทั้งหมู่บ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 บ้านโคกใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด ชาวบ้าน
ย้ายมาจากบ้านคำผอง ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485 ในแต่ละหมู่บ้านมีวัฒนธรรม
ประเพณี ความเชื่อที่ยึดโยงความสัมพันธ์ของชุมชน เช่น การเลี้ยงผีฝาย ผีขุนน้ำ ผีเสื้อบ้าน ผีเรือน
งานสลากภัทร งานปีใหม่เมือง (สงกรานต์) ประเพณียี่เป็ง ของหมู่บ้านภาคเหนือ งานบุญผเวท งานบุญ
ต่างๆ ของภาคอีสาน

การทำมาหากินของทุกหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นการทำนา ทำไร่ ทำสวน ที่ปลูกพืชหลายชนิด เช่น นาข้าว
ที่บ้านปาง จ.พะเยา หรือบ้านรามแก้ว จ.นครศรีธรรมราช มีจอมปลวกไว้ปลูกพืชผักไว้เก็บกิน สวนยางที่
นครศรีธรรมราชก็มีลักษณะเป็น "ป่ายาง" ที่มีผักผลไม้ให้เก็บกินเมื่อเหลือจึงขาย นอกจากนั้น
สวนภาคใต้ยังมีลักษณะเป็นสวน "สมรม" ที่มีผลไม้/ผักหลายชนิดหมุนเวียนให้เก็บเกี่ยวได้ทั้งปีนา
ที่บ้าน
โคกใหญ่ โคกสมบูรณ์ มีพื้นที่ข้าวไร่ปลายนาไว้ปลูกพืชผัก/ต้นไม้ไว้ใช้สอย การทำนาที่นี่ไม่ได้ใช้
ปุ๋ยเคมี/ยาฆ่าแมลง ที่เป็นภาพอดีตของบ้านบางใหญ่ จ.สุพรรณบุรี การทำนา ทำไร่ ทำสวน ใช้แรงงาน
วัว ควาย
แรงงานคนในครอบครัว และเพื่อนบ้านช่วยกัน ทำในลักษณะการเอาแรง ลงแขก (ภาคกลาง)
เอามื้อ (ภาคเหนือ) นาวาน
(ภาคใต้) ที่ดินทำกินปลูกอะไรก็ขึ้น เริ่มทำนาเมื่อฝนเริ่มตก เป็นนาน้ำฝน
เก็บเกี่ยว
ตอนหน้าหนาว อากาศแห้งเพื่อให้ข้าวไม่ชื้น เก็บใส่ยุ้งฉาง ลอมข้าว (ภาคใต้) ไว้กินตลอดปี
หรือทยอย
ขายเป็นกระสอบเล็ก เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายซื้อหาสิ่งที่จำเป็น ลักษณะการทำมาหากิน
ในช่วงดังกล่าวเป็น
แบบ "เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน" ในภาคอีสาน หรือ "ญะอยู่ ญะกิน" ในภาคเหนือ รายได้
เข้าบ้าน มีน้อย รายจ่ายก็มี
น้อย ไม่มีหนี้สิน

การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

1. ในช่วงปี พ.ศ. 2510-2517 บ้านโคกใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด มีการสัมปทานทำไม้ในเขตป่าหัวไร่ปลายนา
และบนภูแม่เผด ทำให้ป่าไม้โล่งเตียน และนำพืชเศรษฐกิจ คือ ปอ มาปลูก ปี พ.ศ. 2510 บ้านปาง
จ.พะเยา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เริ่มให้ชาวบ้านกุ้ยิมเพื่อนำเงินไปลงทุน
ทำการเกษตรเพื่อใหได้ผลผลิตมาก (2513) บ้านเขาดิน จ.นครสวรรค์ ชาวนาขายควาย ซื้อรถไถ
เดินตาม หน่วยงานรัฐสนับสนุนปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง (2512) ชาวบ้านจากชนบทอพยพเข้ามา
หางาน
ทำในเมือง บุกเบิกที่ดินว่างที่ถูกปล่อยร้างไว้ปลูกบ้านอาศัยอยู่เป็นชุมชน ชุมชนริมทางรถไฟ
ก่อตัวและหนาแน่นขึ้น (2510) นโยบายที่เกี่ยวข้อง กับหมู่บ้านชนบทในช่วงนี้ คือ การตั้งธนาคารเพื่อ-
การเกษตรและ
สหกรณ์ (2509)

2. ช่วงปี พ.ศ. 2518-2525 บ้านแม่ทาบุกเบิกถางป่าทำไร่ยาสูบ ธ.ก.ส. ปล่อยเงินกู่ให้ชาวบ้าน
ปลูกยาสูบ บริษัทมาตั้งโรงบ่มยาในพื้นที่ ชาวบ้านตัดฟืนขายให้โรงบ่มยาสูบ ลำห้วยสาขาแม่น้ำแม่ทา
ที่หล่อเลี้ยงนาข้าวเริ่มเหือดหาย (2517-2518) บ้านโคกใหญ่เริ่มปลูกมันสำปะหลัง ชาวบ้านจับจองที่
บนเขามากขึ้น ผลจากการสัมปทานไม้ทำให้บนภูกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนง่ายต่อการปลุกมันสำปะหลัง
ชาวบ้านเข้าไปจับจองที่ดิน (2518) บ้านป่าง จ.พะเยา มีถนนดำ (ถนนลาดยาง) และไฟฟ้าเข้ามา
ในหมู่บ้าน (2517) ปี พ.ศ. 2518 เริ่มมีปัญหาโสเภณี คนต่างถิ่นเข้ามาชักจูงสาวชาวบ้านไปขายบริการ
ชาวนาสุพรรณบุรีเริ่มทำนาปีและสองครั้ง เกษตรอำเภอแนะนำให้ชาวนาเปลี่ยนพันธุ์ข้าว ใช้รถไถแทน
ควาย ต้องพึ่ง ปุ๋ยเคมี พึ่งยา ใช้เงินกู้ ธ.ก.ส. (2518) ชาวนาบ้านรามแก้ว จ.นครศรีธรรมราช เริ่มเปลี่ยน
พันธ์ข้าวพื้นเมืองเป็นพันธุ์ข้าว กข. ขายวัว ขายควาย ซื้อควายเหล็ก ซื้อปุ๋ยเคมี ซื้อยา โดยกู้เงินจาก
ธ.ก.ส. (2523) เปลี่ยนป่ายางพันธุ์พื้นเมืองที่มีพืชผักต้นไม้หลายชนิด เป็นสวนยางพาราพันธุ์ใหม่
บ้านเขาดินแห้งแล้งหนัก ตัดไม้
เผาถ่านแลกข้าว คนภายนอกจ้างคนในหมู่บ้านตัดไม้หมอนรถไฟ
ป่าถูกทำลายมาก คนย้ายไปทำงานนอกหมู่บ้าน (2520) ชาวบ้านชุมชนโรงกะทะ ในเมืองอุบลถูกไล่รื้อ
โดยไม่ได้รับค่ารื้อถอน

นโยบายของรัฐในปี พ.ศ. 2518 คือนโยบายเงินผัน เงินกระจายไปทั่วหมู่บ้าน งานทำถนน ทางเดิน
ขุดลอกคูคลองและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ชาวบ้านเคยช่วยกันทำ เปลี่ยนเป็นจ้างทำโดยใช้เงินผัน
เกิดการคอรัปชั่นในระดับตำบล/หมู่บ้าน โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับข้าราชการ ความสัมพันธ์ของคน
ในหมู่บ้านเปลี่ยนไป ด้านสภาพแวดล้อมเกิดภัยธรรมชาติในปี พ.ศ. 2518

3. ช่วงปี พ.ศ. 2526-2532 บ้านแม่ทาปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เริ่มปลูกข้าวโพดฝักอ่อน (2526)
โดยซื้อเมล็ดพันธุ์ ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมการปลูก โดยใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น
จากใช้ปุ๋ยเคมี 1 กระสอบ/ไร่ ในปี พ.ศ. 2529 เป็นใช้ปุ๋ยเคมี 4 กระสอบ/ไร่ ในปี พ.ศ. 2541 ชาวนา
บ้านรามแก้ว จ.นครศรีธรรมราช เปลี่ยนพันธุ์ข้าวอีกช่วง จนทำให้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองหายไปจนหมด
จำนวน
บ้านที่เป็นหนี้ ธ.ก.ส. มีมากขึ้นเกือบทุกครัวเรือน (2526)

ในส่วนของนโยบายรัฐนั้น ปี พ.ศ. 2528 นโยบายป่าไม้แห่งชาติ ได้กำหนดให้มีการปลูกป่าทดแทน
มีการไล่ชาวบ้านบ้านโคกสมบูรณ์ออกนอกพื้นที่ทำกิน แต่ชาวบ้านได้รวมตัวกันคัดค้านและสามารถ
ทำกินต่อได้

ช่วงปี พ.ศ. 2530-2532 เศรษฐกิจโต การกว้านซื้อทีดินในพื้นที่ต่างๆ ราคาที่ดินแพง ทำนาไม่ได้ผล
เพลี้ยกระโดลง ชาวนาบ้าน บางใหญ่ จ.สุพรรณบุรี ขายที่ดินริมน้ำให้ คนกรุงเทพฯ ในพื้นที่อื่นๆ
ก็มีการขายที่ดินมากขึ้น ไม่รวมที่ดินจำนอง กู้เงินจาก ธ.ก.ส. นายทุนที่นาหลุดจำนอง ไม่มีที่ทำกิน
ของตนเอง ชาวบ้านบางส่วนหางานทำในเมือง แรงงานก่อสร้างเป็นที่ต้องการ

กระแสการไล่รื้อชุมชนแออัดกลางเมืองมีมากขึ้น บางชุมชนแยกย้ายกระจัดกระจายไปเช่าบ้าน หรือ
บุกเบิก บุกรุก สร้างบ้านในที่ดินว่างในเมืองที่พอจะหาได้ในช่วงปี พ.ศ. 2533-ปัจจุบัน ปัญหา
สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ป่าถูกทำลายฝนไม่ตกตามฤดูกาล น้ำจากแม่น้ำลำคลองแห้ง ใช้ประโยชน์
ได้น้อยลง จ่ายค่าปุ๋ย ค่ายา เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า เป็นหนี้ ธ.ก.ส. มากขึ้น (แม่ทา บ้านปาง) ปีหนึ่งน้ำท่วม
หลายครั้ง น้ำท่วมเดือนสี่ เดือนห้า นาข้าวเสียหาย มีเพลี้ยกระโดด ใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแบลง ยาคุมหญ้า
ฮอร์โมน ข้าวไม่ติด
เม็ด ข้าวความชื้นสูง ราคาต่ำ เก็บไว้กินไม่ได้ เป็นหนี้ ธ.ก.ส. หนี้นายทุนเพิ่มขึ้น
(สุพรรณบุรี) เปลี่ยนข้าวพันธุ์ กข. ข้าวพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ ใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมน เป็นหนี้ ธ.ก.ส.
ชำระคืนไม่ได้ กู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง (นครศรีธรรมราช)

ชุมชนแออัดกลางเมืองถูกไล่รื้อมากขึ้น กระจัดกระจายไปเช่าบ้าน บุกเบิกหาที่อยู่ใหม่ คนย้ายเข้ามา
หางานทำในเมือง ช่วงแรกทำก่อสร้าง ย้ายที่ไปเรื่อยๆ ต้องการมีที่อยู่ที่แน่นอน เพราะกลับไปบ้านเกิด
ก็ไม่มีที่ทำกิน เกิดชุมชนบุกเบิกเล็กๆ กระจัดกระจาย ในเขตชานเมือง เช่น ชุมชนหลังหมู่บ้าน
ทิมเรืองเวช เป็นชุมชนในที่บุกเบิกที่รองรับคน จากหลายที่ ช่วงเวลา 2-3 ปี ขยายเติบโตเป็น 300
หลังคาเรือนในปี พ.ศ. 256-2537

ร่วมแก้ปัญหา แสวงหาทางเลือก หาทางออกของชาวบ้าน

1. ชาวบ้านในเขตแม่ทารวมตัวกันจั้งตั้งคณะกรรมการดูแลรักษาป่า สกัดไม้เถื่อน ตั้งกฎระเบียบการ
ใช้สอยป่า อนุรักษ์ฟื้นฟู แบ่งแนวเขตป่าชุมชนของหมู่บ้านให้ชัดเจน แบ่งกำลังของชาวบ้านออกตรวจป่า
ตามสายน้ำไปถึงต้นน้ำ (2533) เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับหมู่บ้านอื่นๆ กลุ่มเยาวชนร่วมเรียนรู้ ร่วมทำ
วิจัย "กระบวนการสร้างพลังในการปลดปล่อยตัวเองจาก หนี้สินอย่างยั่งยืน"

2. ชาวบ้านปาง จ.พะเยา เริ่มตั้งธนาคารหมู่บ้าน (2535) ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนในหมู่บ้านเริ่มออม
มีการแลกเปลี่ยนปรึกษาหารือหาหนทางแก้ปัญหาของหมู่บ้าน รณรงค์สร้างความเข้าใจ ป้องกันไม่ให้
หญิงสาวในหมู่บ้านไปประกอบอาชีพหญิงบริการ จัดสวัสดิการผู้ยากลำบากในหมู่บ้าน

3. ชาวบ้านเขาดิน ดูแลป่าในหมู่บ้าน 800 ไร่ วางกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากป่า ผักในป่าฟื้นตัว/
มีมากขึ้น คนภายนอกหมู่บ้าน เก็บผักอีนูน ผักหวานในป่าไปขาย คิดค่าเข้าป่าวันละ 20 บาท ใช้เงินที่ได้
มาเป็นค่าน้ำมันรถเพื่อลาดตระเวนกำหนดช่วงเวลา กำหนดไม่ให้เข้าไปเก็บหน่อไม้ ใครฝ่าฝืนต้องจ่าย
ค่าปรับ กลุ่มออมทรัพย์ในหมู่บ้านมีเงินทุนประมาณ 3 ล้านบาท ได้จัดสรรเงินกำไรส่วนหนึ่งมาเป็น
ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาป่า การตั้งธนาคารข้าวเพื่อให้คนในหมู่บ้านมีข้าวกินตลอดปี


4. ชาวบ้านอำเภอบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี บางส่วนเริ่มทำนาแบบย่ำตอซัง ลดการใช้ปุ๋ยใช้ยา ทำปุ๋ยหมัก
ชีวภาพจากหอยเชอรี่ จัดกลุ่มทำข้อมูลเรื่องค่าใช้จ่าย หาทางลดค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าใช้จ่ายใน
ครัวเรือน (แต่ที่บ้านบางใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาเพิ่งเริ่มทำ บางรายการ)

5. ชาวบ้านพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เกิดขบวนการทำแผนแม่บทชุมชน 105 ตำบล มีการจัดเวที
ทบทวนการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านสำรวจข้อมูลครัวเรือน รายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน เพื่อให้เกิด
ความตระหนักร่วมกัน หาทางลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ร่วมกันผลิตสินค้าในหมู่บ้านทดแทนการซื้อจาก
ภายนอก แปรรูป/พัฒนาสินค้าในหมู่บ้านให้ขายได้ราคาดีขึ้น ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ลดต้นทุนการผลิต
เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชนบทกับเมือง ชาวนากับชาวสวน ชาวสวนกับ
ชาวประมง เสริมการจัดกระบวน
การเรียนรู้ให้ชาวบ้านตื่นตัว ร่วมแก้ปัญหาโดยเน้นการพึ่งตนเอง
เกิดการถ่ายทอดประสบการณ์จากลุ่มที่เข้มแข็งไปสู่หมู่บ้านอื่นซึ่งหมู่บ้านที่เป็นกรณีศึกษาทั้ง 5 พื้นที่
อยู่ระหว่างกระบวนการทำแผนแม่บทชุมชน การร่วมแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมอาจยังเห็นไม่ชัดเจน
ในทุกหมู่บ้าน แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
ในแต่ละหมู่บ้าน คือชาวบ้านที่ได้เห็นภาพรวมของปัญหาตื่นตัว
ที่จะร่วมกันแก้ปัญหาโดยเริ่มจากตนเอง 6
ชุมชนเมืองกรุงเทพฯ ชุมชนริมทางรถไฟเข้าร่วมกับ
เครือข่ายศูนย์รวมกันพัฒนาชุมชน การช่วยเหลือกันกรณีที่ถูกไล่ที่ รณรงค์การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย
ในระดับนโยบาย เน้นสิทธิชุมชนในการอยู่อาศัย รวม
กลุ่มจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา/พัฒนา
ชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ การจัดสวัสดิการผู้ยากลำบาก
ฯลฯ ชุมชนทิมเรืองเวชตั้งกลุ่มออมทรัพย์
หาทางแก้ปัญหา ที่อยู่อาศัยแต่ยังไม่สำเร็จ มีการออมทรัพย์รายวันเพื่อให้สอดคล้องกับอาชีพรายได้
ที่มีเป็นรายวัน

7. ชาวบ้านโคกใหญ่ โคกสมบูรณ์ ร้อยเอ็ด รวมตัวเป็นสมัชชาชาวนาชาวไร่ ภาคอีสาน คัดค้าน
การขับไล่ที่เพื่อทำกินในที่เดิมได้ การรวมกลุ่มต่างๆ ในชุมชน ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
กลุ่มเกษตร ผสมผสาน กลุ่มฌาปนกิจ ฯลฯ

8. ชุมชนเมืองอุบลราชธานี รวมตัวเป็นเครือข่าย มีกิจกรรมการพัฒนาด้านต่างๆ ร่วมกัน ได้แก่
กลุ่มออมทรัพย์ใน 15 ชุมชน สมาชิก 1,523 ราย เงินออม 1,602,252 บาท กลุ่มซาเล้ง รับซื้อของเก่า
และซ่อมแซม เพิ่มมูลค่าของใช้แล้ว กลุ่มแรงงานรับจ้างนอกระบบ การจัดสวัสดิการผู้ยากลำบาก
การปรับ
ผังชุมชน เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาที่อยู่อาอาศัย รณรงค์ร่าง พ.ร.บ.ชุมชนแออัด
เพื่อแก้ไขปัญหา
ที่อยู่อาศัยในระดับนโยบาย สิทธิชุมชนในการอยู่อาศัย

(คลิกเพื่ออ่านสรุปการประชุมฉบับเต็ม)