![]()
สรุปผลการสัมมนา
"ยุทธศาสตร์การลดปัญหาความยากจน:
จากมุมมองและการคิดร่วมกันของชาวบ้าน ครั้งที่ ๑"
วันที่ ๒-๔ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔
ณ
วังรีรีสอร์ท จังหวัดนครนายก
![]()
ความเป็นมา
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
(TDRI) ได้กำหนดการจัดสัมมนาของสถาบันเรื่อง
"ยุทธศาสตร์การลดปัญหาความยากจน" ซึ่งเป็นการระดมความคิด ข้อเสนอต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับ
การลดปัญหาความยากจนในประเทศไทย ทั้งในส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับมหภาค
การเพิ่มโอกาสในการผลิต การเพิ่มทุนทางสังคม การมีส่วนร่วมของพหุภาคีที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มพลังความสามารถของชุมชนและการประสานความร่วมมือระหว่างชุมชน
ภาครัฐและเอกชน ในการลดปัญหาความยากจน การสร้างกลไกด้านสวัสดิการสังคมตลอดจน
การปฏิรูประบบงบประมาณที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน
สถานการณ์ของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา
"ความยากจน" ในเมือง
ลักษณะของคนจน ได้แก่ ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง/อยู่ในที่ดินของคนอื่น
ขาดอาชีพและรายได้ที่แน่นอน
เจ็บป่วย/สุขภาพไม่ดี/ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก ฝืดเคือง
สภาพแวดล้อม
ในชุมชนไม่ดี (อบายมุขต่างๆ) ขาดความเชื่อมั่น/ไม่เข้าร่วมกิจกรรมชุมชน/สังคม จนความคิด
ขาดกระบวนการเรียนรู้
ประเภทของคนจนแบ่งได้เป็น
3 กลุ่ม กลุ่มคนจนที่เดือดร้อนจริงในลักษณะที่ขาดปัจจัยสี่ กลุ่มคนจน
เพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และเกียจคร้านในการประกอบอาชีพ และกลุ่มคนที่พอมีพอกินแต่อยากร่ำรวย
จึงคิดว่าตัวเองจน
สาเหตุของความยากจนในชุมชนเมือง
เกิดจากความล้มเหลวจากชนบท ไม่มีที่อยู่อาศัย/ถูกไล่ที่
อาชีพไม่มั่นคง รายได้ไม่พอรายจ่าย ขาดเงินลงทุน ต้องกู้เงินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยแพง
ค่าใช้จ่าย
แพงกว่าคนทั่วไป ติดอบายมุข และเกิดจากผลของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
แนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนต้องเริ่มจากตัวบุคคล
โดยการพัฒนาอาชีพของตนเอง หาทางเพิ่ม
รายได้ของครอบครัว มีการออมและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ละเว้น อบายมุขต่างๆ สร้างความร่วมมือ
ภายในชุมชนในด้านต่างๆ เช่น การออมทรัพย์ การจัดสวัสดิการ แก่เด็กและคนสูงอายุ
การจัด
สภาพแวดล้อมชุมชนให้น่าอยู่ และการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
และรัฐต้อง
สนับสนุนให้เกิดความมั่นคงในการอยู่อาศัยโดย ให้มี พ.ร.บ. ชุมชนแออัด การจัดที่ดินและกองทุน-
ที่อยู่อาศัย
สถานการณ์ของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา "ความยากจน" ในชนบท
ลักษณะของ "คนจน"
ในชนบท ได้แก่ การขาดปัจจัยสี่ จนปัญญา/จนความคิด/รู้ไม่เท่าทันสถานการณ์
จนโอกาส/ทางเลือก และจนเพราะตัวเอง/เกียจคร้าน/ไม่ตั้งใจทำมาหากิน/ติดอบายมุข
สภาพชีวิตของ "คนจน"
ในหมู่บ้านชนบท ได้แก่ ไม่มีที่ทำกิน/มีน้อย/สูญเสียที่ทำกิน ไม่มีทุน/เป็นหนี้
รับจ้าง/มีงานทำไม่ต่อเนื่อง/หางานใหม่ไปเรื่อยๆ
สภาพครอบครัวของ "คนจน
" ในชนบท ได้แก่ การศึกษาต่ำ เจ็บป่วย ครอบครัวแยกกันอยู่ ใช้จ่าย
ในสิ่งไม่จำเป็นหรืออบายมุข/ชอบเสี่ยงโชค อยู่ร่วมกับสังคมด้วยความไม่มั่นใจ/ไม่มีการรวมกลุ่ม
สาเหตุของความยากจนในชนบท
ได้แก่ สาเหตุจากตัวเอง/ครอบครัว ติดอบายมุข ขาดความรอบคอบ
ในการใช้ชีวิต เลียนแบบ การบริโภคต่างๆ สาเหตุจากการเปลี่ยนจากการทำกินเพื่อกิน
ที่เหลือ
นำไปขาย ไปสู่การผลิตเพื่อขาย เปลี่ยนจากปลูกพืชที่กินได้ เป็นปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่มี
ต้นทุนการผลิตสูง
ราคาขายตกต่ำ ขาดที่ทำกิน
มีที่ทำกินน้อย สูญเสียที่ทำกิน หนี้สินท่วม กู้เพิ่มขึ้นทุกปี จ่ายคืนได้เฉพาะ
ดอกเบี้ย การขาดกระบวนการเรียนรู้/การรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การขาดการพัฒนา
ทุนทางสังคมเดิมและภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม และสาเหตุจากทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลน
และมี
ความเสื่อมโทรม ตลอดจนสาเหตุจากนโยบายในการพัฒนาของรัฐมีความผิดพลาด เช่น ไม่มี
การควบคุมสื่อในการโฆษณากระตุ้นการบริโภค รัฐส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออก/เพื่อขายการให้ข้อมูล
เพียงบางส่วน
การส่งเสริมที่ผิด ตัดวงจรการพึ่งตนเอง
รัฐสนับสนุนเงินทุนไม่สนับสนุนการเรียนรู้ นโยบายการพัฒนา
ที่กำหนดจากส่วนบน
การประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกิน กระแสการค้าเสรี และระบบการผูกขาดของ
กลไกการตลาด
แนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท
ได้แก่ ในระดับตนเองและครอบครัว จะต้องมีการปรับ
แนวคิดตนเองและครอบครัว เน้นการพึ่งตนเอง การปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในการผลิตเพื่อหวังความร่ำรวย
เป็นการผลิตแบบพออยู่พอกิน จัดทำแผนระดับครอบครัว เพื่อเข้าใจตนเอง และมีแนวทางการแก้ปัญหา
ให้ตนเองกำหนดวิถีชีวิตใหม่ ภายใต้ความเป็นจริงของชีวิต การรู้จักพอ เอาชนะใจตนเองในการละเลิก
อบายมุขที่ทำให้ครอบครัวเสีย ส่วนในระดับชุมชน/หมู่บ้าน จะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม/เครือข่าย/
องค์กรชุมชน สร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน เช่น การร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลของชุมชน
วางแผนชุมชน การดำเนินการตามแผน จัดการ แลกเปลี่ยน สรุปบทเรียน จัดระบบผลิตและตลาด
ของชุมชน จัดระบบสวัสดิการชุมชน และรวบรวมข้อมูลจัดทำข้อเสนอต่อนโยบายรัฐ สำหรับในระดับ
นโยบายรัฐบาล รัฐต้องปรับบทบาทจากผู้ดำเนินการเป็นผู้สนับสนุน/เอื้ออำนวย ตลอดจนมีการแก้ไข
กฎหมายที่ไม่เอื้อต่อชุมชนและสนับสนุนกฎหมายที่ส่งเสริมชุมชน
การสังเคราะห์ประเด็นร่วม "ความยากจน" ระหว่างชุมชนเมืองและชนบท
เกณฑ์การวัดความยากจนใช้การมีปัจจัยสี่ควบคู่กับรายได้
โดยแต่ละท้องถิ่นมีเกณฑ์การวัด
แตกต่างกันนอกจากนี้มีข้อสังเกตว่าการนิยามความยากจน
ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึก
ของแต่ละคน
ลักษณะของคนจน ได้แก่ การขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร
แหล่งทุน และบริการของรัฐ
การขาดแคลนปัจจัยสี่ ไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ มีความเจ็บป่วย ครอบครัวแยกกันอยู่
สมาชิกในครอบครัวมีการศึกษาต่ำ
สาเหตุของความยากจน ได้แก่
จนเพราะภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง จนจากปัจจัยภายนอก เช่น
นโยบายของรัฐ เป็นต้น จนจากพฤติกรรมของตัวเอง เช่น การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การติดอบายมุข
เป็นต้น
แนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน
ได้แก่ ในระดับของตัวเองและครอบครัวต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้
เป็นไปในทางพึ่งตนเอง มีความพอเพียง รู้จักวางแผนและเรียนรู้ปัญหาในระดับชุมชนต้องมี
การรวมกลุ่มกันภายในชุมชน
สร้างระบบการจัดการปัญหาต่างๆ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
และในระดับภาครัฐจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกับชาวบ้าน สนับสนุนให้ชุมชนทำงานพัฒนา
บนพื้นฐานภูมิปัญญาของท้องถิ่น แก้กฎหมายให้เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นต้น
วิธีการวัดความยากจนของทางการ และประสบการณ์การวัดความยากจนโดยชาวบ้าน
การวัดความยากจน: มุมมองทางวิชาการและนโยบาย
ใช้เครื่องมือคือ "เส้นความยากจน"โดยคำนวณ
มาจากความต้องการขั้นต่ำ หรือความจำเป็นพื้นฐาน ในเรื่องปัจจัยสี่ แล้วนำมาคำนวณเป็นตัวเลข
จำนวนเงินขั้นต่ำที่คนจะดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่มีข้อจำกัดของการคำนวณเส้นความยากจน
คือ
มีความแตกต่างกันของความต้องการสารอาหารของแต่ละวัย เพศ และภูมิภาคที่อาศัยอยู่
อาหารการกิน
ในแต่ละพื้นที่ และราคาสินค้าในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามจำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำเส้นความยากจน
ขึ้นเป็นกรอบกว้างๆ เพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและเป็นการวัดโดยภาพรวมระดับ
ประเทศ โดยปัจจุบันเส้นความยากจนอยู่ที่ 990 บาท/คน/เดือน
ประสบการณ์การจัดทำข้อมูลมาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำของคนจนในเมือง
จะคล้ายกับการจัดทำ
เส้นความยากจน เป็นการทำข้อมูลมาตรฐานต่ำสุดที่คนจนในเมืองจะอยู่ได้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
โดยทำข้อมูลครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2534 ด้วยการสอบถามจากแม่บ้าน เพื่อดูรายการค่าใช้จ่ายแยกตาม
สมาชิกในครัวเรือน
การวัดและจัดทำข้อมูลความยากจนโดยชาวบ้าน
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รู้ในหมู่บ้าน/ชุมชน
ใครเป็นคนจน มีเท่าไร เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการแก้ไขปัญหาเพื่อกระตุ้นให้คนในหมู่บ้าน/ชุมชนเห็น
ข้อมูล เกิดความสำนึกที่จะแก้ปัญหา และเพื่อดูว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมา สำเร็จมากน้อยแค่ไหน
เข้าถึงคนจนหรือไม่ ตลอดจนเพื่อเปรียบเทียบระหว่างเมืองและชนบท เกิดการเชื่อมโยง
ในการแก้ปัญหาร่วมกัน
เกณฑ์ในการวัดใช้ปัจจัยสี่
งานที่ทำ/ลักษณะอาชีพ รายได้ ค่าใช้จ่าย (รายจ่ายที่จำเป็น/รายจ่าย
ที่เกิดความจำเป็น) ทรัพย์สิน/เงินออม/หนี้สิน/ความสามารถในการลดหนี้ การได้รับบริการจากรัฐ
การเข้าถึงแหล่งทุน/ทรัพยากร
ขั้นตอนในการทำ คือขั้นแรกเปิดเวทีชุมชนให้ร่วมกันระดมความคิดเห็น
ขั้นต่อไปจัดเก็บข้อมูล
รายครอบครัว ซึ่งหมู่บ้านที่ทำแผนชุมชนสามารถใช้ข้อมูลเดิมได้บางส่วนและนำเรื่องนี้ไปเพิ่ม
ขั้นที่สามคือการหากลุ่มแกนในหมู่บ้าน/ชุมชนที่จะทำ ทำความเข้าใจร่วมกัน หารือเรื่องแนวทาง
การทำเกณฑ์การวัด
และมีการเปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนระดับหมู่บ้าน/ชุมชน (จัดกระบวนการเรียนรู้
ร่วมกันว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร จะหาทางออกร่วมกันอย่างไร)
ดูประเด็นที่จะทำ
ข้อมูล จัดทำแบบสำรวจ จัดเก็บข้อมูล และขั้นสุดท้าย คือการจัดเวทีสรุปข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน
เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหา
(คลิกเพื่ออ่านสรุปการประชุมฉบับเต็ม)
![]()