![]()
![]()
ระยะที่หนึ่ง
ธนาคารโลกมีนโยบายลดความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา
โดยอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ในประเทศนั้นๆ
สำหรับประเทศไทยหน่วยงานของรัฐที่ร่วมมือกับธนาคารโลกในการลดความยากจน ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันคือ
สำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บทบาทของธนาคารโลกมักเป็นในรูปของงานวิเคราะห์วิจัย
เกี่ยวกับความหมายของความยากจนและเส้นความยากจนหรือการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลในการดำเนินงาน
บางโครงการเพื่อช่วยเหลือคนจนในขณะที่ สศช. มีบทบาทในการวางแผนร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนด
นโยบายเพื่อลดความยากจนและในปัจจุบันก็ยังมีบทบาทในการเสนอลำดับความสำคัญ และแนวทางในการลดความยากจน
ต่อคณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติ (กนส.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
เป็นหน่วยงาน
ที่ไม่แสวงหากำไรซึ่งได้ทำวิจัยเรื่องความยากจนอย่างจริงจังและมีประสบการณ์ในการส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่น
มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่นของตน นอกจากนี้ทีดีอาร์ไอมีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงาน
ภาครัฐและเอกชนจึงได้ร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อเพิ่มกำลังความสามารถในการส่งเสริม
สร้างสรร และดำเนินนโยบาย
ลดความยากจน เพื่อเสนอแนะด้านนโยบายแก่หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความยากจนในประเทศไทย
และเพื่อ
กระตุ้นให้ประชาชนโดยเฉพาะคนจนได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นในแนวนโยบายเกี่ยวกับการลดความยากจน
วัตถุประสงค์ของความร่วมมือระหว่างทีดีอาร์ไอและธนาคารโลกผู้ซึ่งให้การสนับสนุนทางการเงินผ่าน
The Poverty and
Social Protection ASEM grant มีดังต่อไปนี้
หาประชามติเรื่องความหมายและลักษณะของความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันในประเทศไทย
นำเสนออุปสรรคและข้อเสนอแนะในการลดความยากจนและความไม่เท่าเทียมกัน
ส่งเสริมให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายเรื่องความเท่าเทียมกันและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียอันได้แก่ภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชน
(public, private
and people sectors - 3P's)
ให้ได้มีส่วนร่วมในการคิดและวางยุทธศาสตร์ลดความยากจนที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน
เผยแพร่หลักการและเหตุผลและยุทธศาสตร์ลดความยากจนที่ได้จากการแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
เชิญชวนให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการและให้คำเสนอแนะแก่รัฐบาลในด้านนโยบาย
นอกจากนี้ความร่วมมือ
ระหว่างทีดีอาร์ไอและธนาคารโลกยังเชื่อมโยงและประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการลด
ความยากจน หน่วยงานภาครัฐที่ขาดไม่ได้ในโครงการนี้คือ สศช. และสำนักงบประมาณ
การดำเนินงานของโครงการ
1. ตั้งคณะกรรมการของคณะทำงาน
(Steering committee)
โดยมี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็น ประธานคณะกรรมการฯ ฯพณฯ อานันท์อดีตนายกรัฐมนตรีและปัจจุบันดำรงตำแหน่ง
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เป็นผู้ที่ได้รับความยอมรับอย่างสูงจากสังคมทั้งในและต่างประเทศ
และเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้การทำงานของ
โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นผู้ที่จะทำให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นศูนย์รวมของการพัฒนายุทธศาสตร์
ลดความยากจนในประเทศไทย สมาชิกของคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยตัวแทนจากทุกฝ่าย
(รัฐ เอกชนและประชาชน)
และที่สำคัญคือ มีตัวแทนที่มาจากคนจน สื่อมวลชน และจากธนาคารโลก หน้าที่หลักของคณะกรรมการชุดนี้คือ
เป็นแกนนำ
โครงการทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการกำหนดทิศทางและกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ
2. ศึกษาวิจัยเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเรื่องความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย
โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้แนวนโยบายในการลดปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมกัน
โดยงานวิจัยหลายชิ้นของ
ธนาคารโลกอย่างเช่น "Government's Poverty Projects and Programs" และ "Social
Investment Project
Targeting Maps," "Long Term Trends in Poverty and Inequality" และรายงานThailand
Social Monitor
เรื่องความยากจนในประเทศไทย เป็นต้น จะถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงและจะมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถนำงานวิจัย
ไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอดีตนักวิจัยทั้งจากทีดีอาร์ไอและผู้ทรงคุณวุฒิในเมืองไทยหลายท่านได้ศึกษาเรื่อง
ความยากจนความไม่เท่าเทียมกันและเรื่องแนวทางการพัฒนาประเทศไว้อย่างมากมาย แต่งานวิจัยเหล่านี้ก็ยังอยู่บนเวที
ที่มีการถกเถียงกันอยู่ ตัวอย่างเช่น บางกลุ่มเห็นว่าโลกาภิวัตน์และความทันสมัยนิยมทำให้คนไทยยากจนมากขึ้น
ในขณะที่
บางกลุ่มได้แสดงให้เห็นว่าในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังรุ่งเรือง
ความยากจนโดยสัมบูรณ์
(absolute poverty) ในเมืองไทยได้ลดลง ทั้งนี้ความเห็นที่ขัดแย้งกันนี้น่าจะมาจากความเข้าใจหรือความหมายของ
ความยากจนที่ไม่ตรงกัน บางกลุ่มวิเคราะห์ความยากจนโดยสัมพัทธ์ (relative poverty)หรือความยืดหยุ่นของ
เส้นความยากจนต่อรายได้ (income elasticity of the poverty line) แทนที่จะเป็นความยากจนโดยสัมบูรณ์
ไม่ว่าจะเป็น
ความหมายใดก็ตาม งานวิจัยที่ออกมาควรที่จะให้ความกระจ่างและสร้างความเข้าใจร่วมกันให้กับสังคมไทย
ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องความยากจนหรือ เรื่องการกระจายรายได้งานวิจัยภายใต้โครงการนี้มุ่งเน้นในการสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคมไทย
ซึ่งประกอบด้วย
การศึกษาวิธีการวัดความยากจน โดยจะทำการสำรวจวิธีการต่างๆ ที่ใช้และถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน
และพยายามหาวิธี
การวัดที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงศึกษาพลวัตของความยากจน และความไม่เท่าเทียมกัน
เป้าหมายของการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ช่วยอุดช่องว่างในเรื่องคำจำกัดความของความยากจน
ซึ่งได้มีการวิพากษ์กันมา
เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วและจะเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาความยากจนในแง่มุมอื่นๆ ต่อไป
การศึกษาความสัมพันธ์ของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศและความเบาบางลงของความยากจนภายใต้ความหมายที่ได้
จากการวิจัยในหัวข้อก่อนหน้านี้ นับว่าเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในหมู่นักคิดนักวิจัยและนักปฏิบัติ
การศึกษานี้จะเป็น
ประโยชน์ในแง่ของการค้นหายุทธศาสตร์การพัฒนาที่เหมาะสมกับการลดความยากจนในประเทศไทย
การศึกษาเรื่องความยากจนเรื้อรัง (chronic poverty) ในเมืองไทย ซึ่งการศึกษาจะเน้นที่ลักษณะอย่างไรที่เรียกว่า
ยากจนแสนเข็ญ สาเหตุของความยากจนแสนเข็ญและผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหนึ่งช่วงอายุและต่อรุ่นลูกหลาน
รวมถึงสาเหตุที่ผู้ยากจนแสนเข็ญไม่สามารถหลุดออกมา จากวงจรของความจนการศึกษาจะเป็นการสำรวจงานวิจัย
ที่ผ่านมาแล้ว และทำการวิเคราะห์จุดอ่อนเพื่อพัฒนาการวิจัยอีกระดับหนึ่ง ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยจะเป็นทั้งข้อมูลปฐมภูมิ
และข้อมูลทุติยภูมิ
การวิเคราะห์บทบาทของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ทุนทางสังคมที่มีต่อแนวโน้มของความยากจนในประเทศไทย
โดยจะมีการศึกษาแนวความคิดทางทฤษฎีที่หลากหลายและนำมาประยุกต์วิเคราะห์เข้ากับสังคมไทย
การศึกษาเรื่องการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณกับความยากจนในปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณ
ยังเป็นในลักษณะรวมศูนย์
แต่ไม่เน้นด้านผลงานซึ่งอาจจะมีผล ในแง่ลบต่อการลดความยากจนแนวโน้มการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ที่รัฐกำลังริเริ่ม
ดำเนินอยู่เพื่อปฏิรูประบบในอนาคตอันใกล้ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณแบบกระจายอำนาจและเน้นที่ผลงาน
(performance
based budgeting) น่าจะมีผลให้นโยบายการลดความยากจนมีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งการศึกษานี้จะทำการค้นคว้าว่า
เป็นไปได้หรือไม่อย่างไร
การสำรวจโครงการคุ้มครองทางสังคมที่มีอยู่ในเมืองไทยในปัจจุบันได้มีการนำเสนอการปฏิรูปการคุ้มครองทางสังคม
ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการให้บริการทางสุขภาพระบบบำเหน็จบำนาญการประกันการว่างงาน
และการประกันความเสี่ยงทาง
ด้านการเกษตร การวิจัยจะศึกษาถึงคุณลักษณะของการคุ้มครองทางสังคมประเภทต่างๆ รวมถึงวิเคราะห์ความเป็นไปได้
และผลกระทบของโครงการคุ้มครองทางสังคม
การศึกษาความขัดแย้งของการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบที่มีต่อความยากจน ซึ่งการวิจัยจะเน้นเรื่อง
การจัดการทรัพยากรน้ำที่นับว่ามีการถกเถียงกันมากที่สุดหัวข้อหนึ่งในสังคมไทย ความขัดแย้งของการจัดสรรทรัพยากรน้ำ
อาจจะเกิดจากการแย่งชิงในภาคเศรษฐกิจเดียวกันหรือระหว่างภาคเศรษฐกิจ หรืออาจเกิดจากการขาดอำนาจการต่อรอง
ของคนจนต่อกลุ่มราชการในการจัดสรรทรัพยากรเป้าหมายของการศึกษานี้เพื่อพยายามหานโยบายที่เหมาะสม
และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของการจัดสรรทรัพยากรน้ำเพื่อเป็นการช่วยเหลือคนจน
3. กระตุ้นให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายลดความยากจนที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายที่ควรมีส่วนร่วมคือ 3P's อันประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
โดยเฉพาะคนจน
ที่ผ่านมาโครงการหรืองานวิจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมประกอบด้วยการศึกษาโดยธนาคารโลกเช่นเรื่อง
Voices
of the Poor และ Participating Assessments of the Impacts of the Economic Crisis
นอกจากนี้ยังมีโครงการ
การลงทุนทางสังคม (Social Investment Project Channel 2) ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิดและร่วมทำ
ในการพัฒนาท้องถิ่นของตนและยังมีโครงการระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติ
(The Thailand-United
Nations Collaborative Action Plan) โดยมี สศช. เป็นผู้จัดการในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ
และประชาชนในโครงการพัฒนา โดยประชาชนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 8 และแผนพัฒนาสังคมแห่งชาติ
ส่วนโครงการที่ริเริ่มโดยภาคเอกชนในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับความยากจนมีโครงการธุรกิจเพื่อสังคม
(TBIRD ) ซึ่งริเริ่มและดำเนินการโดยสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และบางจากปิโตรเลียม
การส่งเสริมการมีส่วนร่วม
จะทำโดยนำตัวอย่างความสำเร็จของโครงการเหล่านี้มาประกอบการดำเนินงานโครงการการมีส่วนร่วม
จะเน้นให้ผู้มีส่วนร่วม
ทั้ง 3 ฝ่าย ช่วยกันคิดหาวิธีและยุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้ความยากจนในสังคมไทยร่วมกัน
4. ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องให้ประชาชนทั่วไปรับทราบเรื่องความร่วมมือกันลดความยากจนในสังคมไทย
การประชาสัมพันธ์จะประกอบด้วยการจัดประชุมสัมมนา (workshops) หารือร่วมกัน และการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ
เช่น
รายงานการวิจัย รายงาน Social Monitor ของธนาคารโลก รวมทั้งสื่อโทรทัศน์และเว็บไซต์
ที่สำคัญคือจะมีการนำเสนอผล
ของงานวิจัยในการประชุมประจำปีของทีดีอาร์ไอ (2001 Year-End Conference)ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
2544
ระยะที่สอง
สืบเนื่องมาจากความสำเร็จของความร่วมมือในระยะที่
1 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยและธนาคารโลก
จึงได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนาประเทศด้านการวิเคราะห์และติดตามปัญหา
ความยากจน (Country Development Partnership: Poverty Analysis and Monitoring,
CDP-PAM) ส่วนที่ 5
ในโครงการความร่วมมือในการพัฒนาประเทศตามแนวคิดที่ธนาคารโลกได้ริเริ่มไว้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินโครงการ
ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศมาแล้ว 4 ด้าน ได้แก่ การแข่งขัน การคุ้มครองทางสังคม
ระบบการปกครอง
และสิ่งแวดล้อม โครงการ CDP-PAM มุ่งเน้นในการเพิ่มความสามารถและสนับสนุนการปฏิรูปนโยบายขจัดปัญหาความยากจน
ที่มีประสิทธิภาพและเป็นจริงในทางปฏิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
9
ซึ่งสามารถทำได้โดยนำดัชนีชี้วัดที่สมบูรณ์มากำหนดเป้าหมายเพื่อให้มีจุดประสงค์
แผนการและระยะเวลาที่แน่ชัด
ในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ตลอดจนมีการติดตามและประเมินผลของนโยบายต่างๆ อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ในการดำเนินการโครงการนี้ ธนาคารโลกจะสนับสนุนเงินทุนในการศึกษาและความช่วยเหลือทางเทคนิคตามโครงการ
การปฏิรูปในหลายมิติ ได้แก่ การปรับปรุงฐานข้อมูลความยากจน การวัดและวิเคราะห์สภาวะความยากจน
ความไม่เท่าเทียมกัน
และความไม่มั่นคงต่างๆ ตลอดจนการสร้างระบบติดตามและระบบประเมินผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจน
การดำเนินโครงการในระยะที่สองหรือ CDP-PAMประกอบด้วยงานและกิจกรรมหลายประเภทเพื่อสนับสนุนจุดมุ่งหมาย
ของโครงการดังที่ได้กล่าวมาแล้วซึ่งสามารถแบ่งกิจกรรมต่างๆ ได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. กิจกรรมสนับสนุนการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม
(Participation Implementation Strategy) ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ
(Steering Committee) สำหรับ"โครงการวิจัยการศึกษา
ความยากจนระยะที่สอง การศึกษาและวิเคราะห์นโยบายและมาตรการแก้ไขความยากจน" (คลิกเพื่อดูรายชื่อคณะกรรมการฯ)
การวิจัยเชิงพื้นที่เกี่ยวกับนโยบายและมาตรการการแก้ไขความยากจน โดยในส่วนนี้ได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการ
จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาวิจัยในบางพื้นที่ของจังหวัดพะเยาและกำแพงเพชร
(คลิกเพื่ออ่านรายงานการวิจัย)
และการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (work shops) ที่ให้คนจนมีส่วนร่วม โดยเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ของสมาชิกภายในชุมชนระหว่างชาวบ้านและตัวแทนชาวบ้าน (ผู้ใหญ่ กำนัน และ อบต.) เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา
ความยากจนของชุมชน ผลของการนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ ผลของการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ชาวบ้าน
ดำเนินการด้วยตัวเอง ตลอดจนการนำเสนอผลการศึกษาข้อมูลที่ชาวบ้านได้ร่วมกันดำเนินการในการประชุมเชิงปฏิบัติการ
เพื่อวัดการแก้ไขปัญหาความยากจน
ซึ่งสถาบันฯ ได้จัดการสัมมนาในรูปแบบดังกล่าวขึ้น 2 ครั้ง ที่จังหวัดนครนายก
และจังหวัดอยุธยา (คลิกเพื่ออ่านสรุปการสัมมนา, นครนายก
/ อยุธยา)
2. กิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความเข้าใจของประชาชน
(Continuing and Improving Public Awareness Programs) มีกิจกรรมหลักคือ การจัดประชุมสัมมนาภูมิภาค
(Regional Seminar) ซึ่งได้จัดขึ้น 2 ครั้ง
ที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้แทนจากส่วนต่างๆ ในกระบวนการแก้ไขปัญหาความยากจน
ของชุมชนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชน ได้แก่ ข้าราชการจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น
องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ
ชาวบ้านและตัวแทนชาวบ้าน (อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาคมหมู่บ้าน) เพื่อร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เพื่อหาแนวทางการแปลงนโยบายเพื่อให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ (คลิกเพื่ออ่านสรุปการสัมมนา,
พิษณุโลก / นครศรีธรรมราช)
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้อื่นๆ เช่น การปรับปรุงเว็ปไซต์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับปัญหาความยากจน
นอกจากนี้แนวทางแก้ไขต่างๆ ซึ่งมีการเพิ่มเติมข้อมูลจากระยะที่หนึ่งในหลายส่วน
และมีเป้าหมายที่จะผลิตสื่อต่างๆ เช่น
หนังสือและวีดีทัศน์เพื่อเผยแพร่งานวิจัยและผลสรุปของโครงการ และในขั้นตอนสุดท้ายของโครงการจะมีการจัดประชุมสัมมนา
สรุปผลโครงการฯ ในระยะที่ 2 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นใน วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2546
3. งานวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาความยากจน
(Analytical Capacity Building) โดยจะมีการศึกษาวิเคราะห์ใน 4 หัวข้อ ซึ่งต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการในระยะแรก
ได้แก่ การประเมินความสัมพันธ์
ระหว่างการพัฒนาและความยากจน (คลิกเพื่ออ่านงานวิจัย)
การศึกษาความยากจนเรื้อรังในประเทศไทย
(คลิกเพื่ออ่านงานวิจัย)
การวิเคราะห์เรื่องการปฏิรูปราชการและการลดปัญหาความยากจน (คลิกเพื่ออ่านงานวิจัย)
![]()
และเรื่องกลไกความคุ้มครองทางสังคม (คลิกเพื่ออ่านงานวิจัย)
นอกจากนั้นยังมีโครงการที่เริ่มขึ้นในระยะที่
2
ได้แก่การวิจัยเรื่องปัญหาความยากจนและหลักธรรมาภิบาล (Poverty and Good Governance)
(ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการวิจัย)
และการจัดทำแผนที่ความยากจน (Poverty Mapping) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การนำนโยบายไปปฏิบัติ
ในพื้นที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่เป้าหมายมากขึ้น (คลิกเพื่ออ่านสรุปการทำแผนที่ความยากจนระยะที่
1)
![]()
[สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย]
[นโยบายความยากจนของรัฐ: อดีตและปัจจุบัน]
[ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความยากจนทั้งในประเทศและต่างประเทศ]
[E-participation] [แหล่งเชื่อมโยงอื่น]
[การประชุมและสัมมนา]
[งานวิจัย
]