ภาพรวม
1. นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
| ความยากจนในชนบท | ||
| ความยากจนในเมือง |
3.
โครงการลดความยากจนของรัฐบาลในปัจจุบัน
| โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง | ||
| โครงการการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี | ||
| โครงการธนาคารประชาชน | ||
| โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค | ||
| โครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ |
![]()
นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 1-4 เป็นแผนที่วัตถุประสงค์หลักในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยอาศัยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ การพัฒนาจึงเน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ได้แก่ ถนนประปา ไฟฟ้า เพื่ออำนวย
ความสะดวกแก่นักลงทุนเอกชน ส่วนเป้าหมายด้านการกระจายรายได้นั้น มีลักษณะเป็นการเขียนไว้ในแผนนโยบายความยากจน
ใน 4 แผนนี้ จึงเป็นเพียงการสร้างสาธารณูปโภคให้กับพื้นที่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก
เพื่อให้สะดวกแก่การนำทรัพยากร
และแรงงานราคาถูกในพื้นที่นั้นมาใช้เท่านั้น มิได้เป็นนโยบายที่มีจุดประสงค์เพื่อลดปัญหาความยากจนในชนบทอย่างแท้จริง
ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ให้ความสำคัญกับปัญหาความยากจนมากขึ้น
โดยมีการจัดทำแผนพัฒนาชนบทออกมาอย่างชัดเจน
ในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปี พ.ศ.2524 ตัวอย่างเช่นได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาชนบทแห่งชาติ
(กชช.)
เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานพัฒนาชนบท แผนงานตามนโยบายมีทั้งเพื่อแก้ไขปัญหา
การขาดแคลน
อาหารและน้ำ การอนามัยป้องกันโรคติดต่อ การสาธารณสุขมูลฐาน การฟื้นฟูและแก้ปัญหาทรัพยากรเพื่อเพิ่มผลผลิต
ทางการเกษตร รวมถึงมีนโยบายการสร้างงานในชนบทเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และการพัฒนาท้องถิ่น
จากนโยบาย
การสร้างงานดังกล่าว จึงส่งผลทำให้เกิดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและสาธารณประโยชน์อื่นๆ
อีกหลายโครงการ เพื่อรองรับ
การดำเนินงานของนโยบาย
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ยังคงดำเนินงานต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 5 แต่มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง (คณะกรรมการ
พัฒนาชนบทแห่งชาติ) ไปยังส่วนจังหวัดมากขึ้น โดยให้จังหวัดกำหนดพื้นที่พัฒนาด้วยตนเอง
พร้อมกับขยายพื้นที่พัฒนา
ไปทั่วทั้งประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาชนบทเป็นไปตามปัญหาของพื้นที่นั้น ๆ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม
ของประชาชนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผลผลิตตกต่ำ การว่างงาน การศึกษา ความเจ็บป่วย
และการขาดแคลนแหล่งน้ำ
อุปโภคบริโภค พร้อมกันนี้ยังมีการนำระบบข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของครัวเรือน (จปฐ.)
และข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน
กชช.2ค. มาใช้ในการวางแผนเพื่อกำหนดเป้าหมายและการประเมินผลของการพัฒนา
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 เน้นการกระจายรายได้และความเจริญสู่ภูมิภาค
ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนโดยตรง โดยในช่วงปลาย
แผนฯ รัฐบาลได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อคณะกรรมการ กชช.ภ. มาเป็นคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น
และเพิ่มหน่วยงานจากระทรวงหลัก 4 กระทรวงมาเป็น 8 กระทรวงหลักและ 2 หน่วยงานเสริม
(ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม กระทรวงกลาโหม สำนักงานอัยการสูงสุด และการกีฬาแห่งประเทศไทย)
พร้อมทั้งยกระดับ
คุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้ตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐานของครัวเรือน (จปฐ.) นโยบายกระจายรายได้เน้นการเข้าถึง
ปัจจัยการผลิต เช่น การจัดหาที่ดินทำกินและ สินเชื่อ บริการพื้นฐานต่างๆ เพื่อยกระดับการผลิต
และคุณภาพชีวิตของประชาชน
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เน้นการพัฒนาคน
โดยการให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา
ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กยากจนเป็นพิเศษ ส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรประชาชนและกองทุนในท้องถิ่นชนบท
เพื่อระดมทุน
ในท้องถิ่นมาช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาในชุมชนเอง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยสามารถประกอบ
อุตสาหกรรมครัวเรือนและอุตสาหกรรมชุมชนขนาดเล็กและกลาง เพื่อเพิ่มรายได้
สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่
9 ซึ่งครอบคลุมปี พ.ศ. 2545-2549 ด้วยเหตุที่ในช่วงของการร่างแผนฯ ประเทศได้ประสบกับ
ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้ทุกๆ ฝ่ายมีความตระหนักว่าการพัฒนาประเทศที่เน้นแต่มิติการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่เพียง อย่างเดียวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นคณะผู้ร่างแผนฯ
จึงได้อัญเชิญ "ปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง" ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศที่เน้นการพัฒนา
ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นการพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน
โดยในแผนนี้มีการกำหนดวัตถุประสงค์
และเป้าหมายของแผนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนไว้อย่างชัดเจนคือ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน
และเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคนไทยในการพึ่งพาตนเอง ให้ได้รับโอกาสในการศึกษาและบริการทางสังคมอย่างเป็นธรรม
และทั่วถึง สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับ
กลไก ภาครัฐ ให้เอื้อต่อการแก้ปัญหา โดยมีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนคนยากจนของประเทศให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ
12
ของประชากร ในปี พ.ศ. 2549
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 รัฐบาลได้ระบุว่าปัญหาคนจนเมืองเกิดขึ้นจากการอพยพเข้ามาของแรงงานชนบทเพื่อมาทำงาน
ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล โดยไม่มีที่พักอาศัย ดังนั้นจึงมีแนวนโยบายที่จะพัฒนาเมืองหลัก
เมืองรองในภาคต่างๆ
และการพัฒนาบริเวณชายฝั่งทะเล ตะวันออก ให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในเรื่องของความหนาแน่น
ของประชากร และภาวะการไร้ที่อยู่อาศัยให้กับกรุงเทพมหานครและเป็นการกระจายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาค
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 มีการให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย
โดยจัดสร้างที่อยู่อาศัยและปรับปรุงชุมชนแออัดเพื่อให้สามารถ
รับบริการขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง และสนับสนุนให้มีสิทธิถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยในช่วงระยะเวลาที่แน่นอน
ในด้านการศึกษา
มีการจัดฝึกอบรมอาชีพและการศึกษาภาคบังคับและการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงดูเด็ก นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาชุมชนของตนเองมากขึ้น โดยการสนับสนุนให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนผู้มีรายได้น้อย
เพื่อประโยชน์ในด้าน
การรักษาพยาบาลและโภชนาการ ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 รัฐบาลมีแนวทางที่จะปรับปรุงชุมชนแออัด
โดยการลงทุนก่อสร้างระบบสาธารณูปการให้ได้มาตรฐาน
มากขึ้น และสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดสร้างที่อยู่อาศัย ในลักษณะเป็นอาคารเช่า
มีการส่งเสริมอาชีพ
และการฝึกอบรมฝีมือแรงงานระยะสั้นควบคู่กับการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.)
ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษ
ในสังกัดการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้เงินกู้ยืมและสนับสนุนกลุ่มออมทรัพย์ สำหรับการประกอบอาชีพส่วนตัวขนาดเล็ก
ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนแออัดแก้ไข ปัญหาของชุมชนแออัดด้วยตนเอง
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานการพัฒนาชุมชนเมืองระดับชาติ
เพื่อกำหนดนโยบาย ประสาน
และกำกับ ดูแล การดำเนินงานและงบประมาณในการพัฒนาชุมชนแออัด พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนเมือง
เพื่อให้การสนับสนุนชุมชนด้านสินเชื่อสำหรับการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย อาชีพ
สภาพแวดล้อม สุขภาพอนามัย และการรี้อย้าย
ชุมชน เนื่องจากปัญหาหนี้สินนอกระบบเป็นปัญหาที่สำคัญของชุมชนเมือง จึงได้มีการให้ความรู้ด้านการจัดการทางการเงิน
ให้ชาวชุมชนและส่งเสริม กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถระดมเงิน
ทั้งจากแหล่งงบประมาณของรัฐ
ภาคเอกชนและแหล่งเงินกู้ในระบบ เพื่อการพัฒนาชุมชน อาชีพและที่อยู่อาศัยได้ในระยะยาว
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9
มุ่งเน้นเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ โดยส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มอาชีพและกลุ่มธุรกิจชุมชน
สนับสนุนแหล่งเงินทุน
ที่ให้บริการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ การเปลี่ยนชุมชนแออัดให้เป็นแหล่งผลิตของชุมชน
ตลอดจนการปรับปรุงสภาพแวดล้อม
และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัด นอกจากนี้ยังมีการสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน
โดยเน้นส่งเสริม
การจัดตั้งองค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน ให้มีการรับรองสถานะอย่างถูกต้อง
เป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่ายและพัฒนา
ให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อเป็นแกนกลางในการพัฒนาแก้ไขปัญหาได้อย่างครบวงจร และประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ชุมชนและประชาสังคมทุกระดับมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
ของภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรประชาสังคมได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในกระบวนการตัดสินใจ
ด้านนโยบายของรัฐ
โครงการการสร้างงานในชนบท/โครงการพัฒนาตำบล
โครงการพัฒนาตำบลเริ่มในสมัยรัฐบาล
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปี พ.ศ. 2518 โดยใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการเงินผัน"
ต่อมา
เปลี่ยนเป็น "โครงการสร้างงานในชนบท" ในปี พ.ศ. 2523 เป็นโครงการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและช่วยเหลือประชาชนในชนบท
ให้มีงานทำในช่วงฤดูแล้ง โดยจัดสรรงบประมาณใน ปี พ.ศ. 2523 และ 2524 ประมาณปีละ
3,500 ล้านบาท และในช่วงปี พ.ศ.
2525-2529 อีกปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท พื่อว่าจ้างชาวบ้านซึ่งว่างงานในฤดูแล้งมาสร้างสาธารณูปโภคในท้องถิ่นเอง
เน้นการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตรด้วย
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
25 มิถุนายน พ.ศ. 2534 ให้เปลี่ยนโครงการสร้างงานในชนบทมาเป็น
"โครงการพัฒนาตำบล" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของท้องถิ่น
และแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างเศรษฐกิจชุมชน โครงการพัฒนาตำบลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี
งบประมาณของโครงการพัฒนาตำบลจะถูกจัดสรรไปสู่โครงการ 7 ประเภท ดังนี้ 1) น้ำกินน้ำใช้
2) น้ำเพื่อโครงการเกษตร
3) พัฒนาอาชีพและรายได้ 4) สิ่งสาธารณประโยชน์ 5) อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6) การพัฒนาองค์กรท้องถิ่น
และบุคลากรท้องถิ่น และ 7) โครงการพัฒนาระหว่างตำบล
โครงการพัฒนาตำบลได้รับงบประมาณในปีงบประมาณ
2540 จำนวน 5,000 ล้านบาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 และ
พ.ศ. 2542 เป็นจำนวน 4,000 ล้านบาท และ 2,000 ล้านบาท ตามลำดับ ปัจจุบันโครงการพัฒนาตำบลไม่มีการดำเนินการแล้ว
กองทุนพัฒนาชนบทเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่
4 ธันวาคม พ.ศ. 2527 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนกองทุน
หรือเงินทุนเฉพาะกิจต่างๆ ในหมู่บ้านชนบทในรูปการให้เงินยืมสมทบโดยไม่มี ดอกเบี้ยเพื่อดำเนินกิจการประเภทต่างๆ
ที่ก่อให้เกิดรายได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนในหมู่บ้านรวมกลุ่มเพื่อจัดทำกิจกรรมที่อำนวยประโยชน์ต่อสมาชิกและหมู่บ้าน
ช่วยให้ชาวบ้านที่อยู่ในชนบทที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อเพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สามารถเข้าถึง
แหล่งเงินทุนได้ง่ายสะดวกขึ้นและเป็นแหล่งสินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมที่ต่ำกว่าสถาบันการเงิน
(ธนาคารเพื่อการเกษตร-
และสหกรณ์การเกษตร) การกู้ยืมเงินจากกองทุนชาวบ้านจะต้องรวมเป็นกลุ่มมากู้ยืมโดยให้กลุ่มในชุมชนเป็นผู้ค้ำประกัน
ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้าน และการพึ่งตนเอง ในที่สุดกองทุนพัฒนาชนบทได้ผ่าน
การดำเนินงานมา 17 ปี ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน กล่าวคือ ในช่วงปี พ.ศ.
2527-2534 กองทุนพัฒนาชนบท
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2535-2537
ถูกโอนมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแล
ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ โดยทำงานร่วมกับธนาคารออมสิน
และเมื่อวันที่ 25
ธันวาคม พ.ศ. 2538-2543 กองทุนพัฒนาชนบทก็ถูกโอน มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยธนาคารออมสินในปัจจุบัน
(พ.ศ. 2543) กองทุนพัฒนาชนบทได้ถูกรวมเข้ากับกองทุนพัฒนาชุมชนเมืองเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
(พอช.)
ผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาชนบทภายใต้การดูแลของธนาคารออมสินได้อนุมัติโครงการจำนวน
4,044 โครงการ
เป็นจำนวนเงิน 1,200.94 ล้านบาท ในจำนวนโครงการทั้งหมดที่อนุมัติ มี 1,606 โครงการที่ใช้เงินคืนครบตามจำนวน
เป็นเงิน
308.17 ล้านบาท ส่วนโครงการที่เหลือ 3,238 โครงการมีการคืนเงินกู้มาแล้ว 306.92
ล้านบาท ยังคงมียอดค้างชำระ 585.85
ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาชนบทประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เนื่องจากอัตราการชำระคืนเงินกู้ของกองทุน
มากกว่าร้อยละ 50 ของเงินที่ให้กู้ไปทั้งหมด
โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
(กข.คจ.)
ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2536-2540)
การดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจน รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินนโยบาย
แก้ไขปัญหาความยากจน (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2536) โดยมีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ
มีหมู่บ้านเป้าหมายจำนวน 11,608 หมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 1 ตามข้อมูลพื้นฐาน
กชช.2ค. ปี 2533 (หรือหมู่บ้าน
ที่ครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อคนต่อปี) งบประมาณ 3,471 ล้านบาท แยกเป็นเงินทุนสำหรับหมู่บ้าน
3,250 ล้านบาท
งบบริหารโครงการ 221 ล้านบาท รัฐบาลได้จัดสรรเงินกองทุนให้หมู่บ้านละ 280,000 บาท
โดยไม่มีดอกเบี้ย ครัวเรือนยากจน
ในหมู่บ้านเป้าหมายสามารถยืมเงินทุนจากกองทุนหมู่บ้านได้ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพใน
5 ประเภท ได้แก่ เกษตร
ช่างอุตสาหกรรมในครัวเรือน ค้าขาย และอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครัวเรือนมีรายได้ให้มากกว่า
15,000 บาทต่อคนต่อปี
และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
ผลการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
ระยะที่ 1 มีครัวเรือนยากจนที่ยืมเงินทั้งสิ้น 501,331 ครัวเรือน จากจำนวน
ครัวเรือนยากจนเป้าหมาย 731,633 ครัวเรือน (ร้อยละ 68.52) เป็นจำนวนเงิน ทั้งหมด
3,250.24 ล้านบาท ทำให้ครัวเรือน
ยากจน ร้อยละ 58.02 มีรายได้ผ่านเกณฑ์ 15,000 บาทต่อคนต่อปี
ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2541-2544)
ภายหลังการสิ้นสุดโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนระยะที่ 1 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่
17
มิถุนายน พ.ศ. 2540 ให้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2541-2544)
วัตถุประสงค์คือ เพื่อยกระดับ
คุณภาพชีวิตของครัวเรือนยากจนในหมู่บ้านเร่งรัดพัฒนา 28,038 หมู่บ้าน ในพื้นที่
70 จังหวัด โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
ระยะที่ 2 มี กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการคือ ฝึกอบรมชุมชน และสนับสนุนเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพ
กรมพัฒนาชุมชนได้ตั้ง
งบประมาณเพื่อดำเนินโครงการทั้งสิ้น 8,367 ล้านบาท (งบประมาณรวม 4 ปี) แบ่งเป็นเงินงบประมาณ
1,787 ล้านบาท
เงินนอกงบประมาณ 580 ล้านบาท ให้คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) เป็นองค์กรรับผิดชอบบริหารจัดการเงินทุนของหมู่บ้าน
และติดตามการสนับสนุนการประกอบอาชีพของครัวเรือนเป้าหมายโดยมีคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติการพัฒนาชนบทระดับ
ตำบล (คปต.) เป็นผู้ให้คำแนะนำในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการพัฒนาคนจนในเมืองเมื่อวันที่
17 มีนาคม 2535 และได้จัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.)
ขึ้น ซึ่งได้รับเงินทุนเริ่มต้นจำนวน 1,250 ล้านบาท หน้าที่หลักของ พชม. คือ สนับสนุนชาวชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อย
ในเขตเมือง ให้มีความสามารถในการเพิ่มรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม
และมีความเป็นอยู่
และสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ด้วยการส่งเสริมกระบวนการออมทรัพย์และการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ
โครงการพัฒนาคนจนในเมืองในช่วงระยะ
8 ปีที่ผ่านมาได้ขยายพื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุม 52 จังหวัด 144 เมือง มีจำนวน
สมาชิกรวมทั้งสิ้น 1,273 กลุ่ม ในจำนวนนี้เป็นองค์กรที่ทำกิจกรรมออมทรัพย์ 916
กลุ่ม ผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ คือ
การอนุมัติสินเชื่อแก่องค์กรชุมชนรวมทั้งสิ้น 211 องค์กร เป็นเงิน ทั้งสิ้น 934.49
ล้านบาท เป็นสินเชื่อหมุนเวียน 80.49 ล้านบาท
ินเชื่อพัฒนาอาชีพ 202.31 ล้านบาท สินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ไม่เป็นโครงการ
112.46 ล้านบาท สินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เป็น
โครงการ 493.16 ล้านบาท สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ 3.81 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจชุมชน
36.37
ล้านบาท
โครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติ
โครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติเป็นโครงการภายใต้มาตรการเพิ่ม
ค่าใช้จ่ายภาครัฐ (เงินกู้
MIYAZAWA) มีงบประมาณ 1,000 ล้านบาท บริหารงานโดยการเคหะแห่งชาติ (เมื่อวันที่
30 มีนาคม 2542) วัตถุประสงค์
ของโครงการคือ เพื่อบรรเทาปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของคนจนเมือง โดยการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและธุรกิจในชุมชน
ปรับปรุงสภาพแวดล้อมชุมชน บริการพื้นฐานและบริการสังคมในชุมชน พื้นที่เป้าหมายของโครงการ
ได้แก่ ชุมชนแออัดหรือชุมชน
ผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและภูมิภาค งบประมาณของโครงการถูกแบ่งออกเป็นงบบริหาร
จัดการประสานงาน สนับสนุน เตรียมความพร้อมและติดตามประเมินผล 50 ล้านบาท และงบดำเนินโครงการ
950 ล้านบาท
ซึ่งจัดสรรให้กับกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 เขต เขตละ 1 ล้านบาท เป็นเงิน 50 ล้านบาท
ให้กับจังหวัดต่างๆ จำนวน 75 จังหวัด
จังหวัดละ 2 ล้านบาท เป็นเงิน 150 ล้านบาท ให้กับชุมชนแออัดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร
ปริมณฑล และภูมิภาคเป็นจำนวนเงิน
350 ล้านบาท เป็นงบสำรองให้แก่ชุมชนแออัดที่ไม่ปรากฏตามฐานข้อมูล (ฐานข้อมูลของการเคหะแห่งชาติ
ณ มี.ค. พ.ศ. 2542
มีชุมชนแออัดทั้งประเทศประมาณ 384,953 ครัวเรือน) ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 115,000
ครัวเรือน จำนวน 100 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือจัดสรรให้สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองเพื่อดำเนิน โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมือง
จำนวน 250 ล้านบาท และโครงการแก้ไข ปัญหาผู้สูงอายุในชุมชน จำนวน 80 ล้านบาท
องค์กรชุมชนสามารถของบจากโครงการเสริมสร้างการแก้ปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติได้
โดยการเสนอโครงการที่เกี่ยวกับ
การส่งเสริมอาชีพ สร้างงาน การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานชุมชน
การปรับปรุงสวัสดิการสังคม
และความปลอดภัยในทรัพย์สิน การส่งเสริมพัฒนากลุ่มเยาวชน และการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมือง
การของบสนับสนุนนั้นองค์กรชุมชนหรือเครือข่ายจะต้องร่วมสมทบงบประมาณอย่างน้อยร้อยละ
10 ในรูปตัวเงินหรืออื่นๆ
ของงบสนับสนุนทั้งหมด
ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.
2543 พบว่า มีโครงการจำนวน 3,858 โครงการผ่านการอนุมัติจาก สำนักงบประมาณในวงเงิน
999.8
ล้านบาท มีโครงการจำนวน 879 โครงการที่แล้วเสร็จ โดยมี การเบิกจ่ายในวงเงิน 423
ล้านบาท
โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมือง
(MIYAZAWA)
โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมืองของสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองเป็นโครงการหนึ่งที่ได้รับ
การอนุมัติ เงินจำนวน 250 ล้านบาท จากโครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหา คนจนในเมืองในภาวะวิกฤติ
ของการเคหะแห่งชาติ
มีจุดประสงค์เพื่อดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มและ เครือข่ายของคนจนในเมืองที่รวมกันเป็นกลุ่มออมทรัพย์
สหกรณ์ กลุ่มอาชีพ
หรือองค์กรอื่นที่ทำกิจกรรมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน โครงการสิ้นสุดในวันที่ 30
กันยายน พ.ศ. 2543 ซึ่งกลุ่ม/เครือข่าย
จะต้องเสนอโครงการ เพื่อของบสนับสนุนภายในกลางเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งโครงการที่เสนอจะต้องเป็นโครงการ
พัฒนาความเข้มแข็งในการบริหารกลุ่ม หรือเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนา
โครงการพัฒนาความเข้มแข็งในการบริหารของกลุ่ม
เป็นการสนับสนุนแบบให้เปล่าไม่เกินกลุ่มละ 15,000 บาท หรือไม่เกิน
เครือข่ายละ 150,000 บาท โครงการนี้มีเงินงบประมาณ 10 ล้านบาท
โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนามีงบประมาณรวม
240 ล้านบาท กลุ่มหรือเครือข่ายสามารถกู้ยืม เพื่อนำไปให้สมาชิกกู้
และเครือข่ายกู้ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนกลุ่มกู้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ
2 ต่อปี และไปให้สมาชิกกู้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี
ระยะเวลาให้กู้ ไม่เกิน 5 ปี วงเงินกู้ต่อเครือข่ายไม่เกิน 500,000 บาท หรือหนึ่งกลุ่มไม่เกิน
500,000 บาท ทั้งนี้กลุ่ม หรือเครือข่ายเป็นผู้กู้ และกรรมการกลุ่มหรือเครือข่ายต้องค้ำประกัน
ณ เดือนกันยายน พ.ศ. 2543
สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองได้อนุมัติโครงการจำนวน 213 โครงการ (230.86 ล้านบาท) แยกเป็น
โครงการประเภทสินเชื่อเพื่อการพัฒนา 129 โครงการ (219.68 ล้านบาท) และโครงการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน
92 โครงการ (11.18 ล้านบาท)
โครงการลงทุนเพื่อสังคม
(Social Investment Project)
โครงการลงทุนเพื่อสังคม
(SIP) เป็นโครงการเงินกู้จากธนาคารโลกและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
จากวิกฤต เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มคนว่างงาน กลุ่มคนยากจนและกลุ่มคนด้อยโอกาส โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์
เป็นระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นเน้นการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบในกลุ่มคนทั้ง 3 ประเภท
โดยทำให้เกิดการจ้างงาน รายได้
และการได้รับบริการ และสวัสดิการสังคมระยะยาว เป็นการมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถและความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน
เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ โครงการแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง
คือ
แนวทางที่ 1 มอบให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการจำนวน
79 โครงการ วงเงิน 13,284 ล้านบาท เพื่อการจ้างงาน
สร้างรายได้ และบริการทางสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส และผู้ว่างงาน
โดยเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น
แนวทางที่ 2 จำนวนเงิน 6,000
ล้านบาท รัฐบาลมอบให้ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานรับผิดชอบบริหารจัดการซึ่งแยกการจัดการ
เป็น 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนพัฒนาเมือง ในภูมิภาค และกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม
(SIF) กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม
หรือ "กองทุนชุมชน" นั้น ธนาคารออมสินแต่งตั้งให้มีคณะกรรมการ 1 ชุด
ดำเนินงานกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสนับสนุน
คนในชุมชน ทั้งด้านการเลี้ยงชีพ สิ่งแวดล้อม ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542 เปิดรับไปแล้ว
324 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 74.79
ล้านบาท และจะเปิดรับโครงการอีกจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มักเป็นโครงการเพื่อสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิต
เครื่องมือ
เครื่องจักร และเงินทุนหมุนเวียน ในรูปแบบต่างๆ ให้กับสมาชิกของกลุ่ม
ส่วนกองทุนพัฒนาเมืองในภูมิภาคหรือเรียกสั้นๆ
ว่ากองทุนเมือง (Regional Urban Development Fund หรือ RUDF)
เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การบริหารจัดการของธนาคารออมสิน มีเงินทุน หมุนเวียนจากการจัดสรรเงินของกระทรวงการคลัง
ซึ่งเป็นเงินกู้ของธนาคารโลกจำนวน 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนระยะยาวไม่เกิน
15 ปี สำหรับให้ เทศบาลได้กู้ยืมในวงเงินโครงการละไม่เกิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปพัฒนาสาธารณูปโภค
สาธารณูปการ
ให้กว้างขวางรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐบาลหรือรอให้เก็บภาษีได้มากพอจึงจะลงทุนได้
นโยบายลดความยากจนในรัฐบาลปัจจุบัน
นโยบายลดความยากจนในสมัยรัฐบาลทักษิณ
(18 ก.พ. พ.ศ. 2544 - ปัจจุบัน) ที่สำคัญซึ่งกำลังดำเนินการในปัจจุบัน 6 โครงการ
ได้แก่ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ธนาคารประชาชน โครงการการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกร
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
และโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลทักษิณ
เป็นแหล่งเงินทุนให้กับหมู่บ้านและชุมชนเมือง
เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ และด้านสวัสดิการสังคม
โดยรัฐบาลจะให้เงิน
สนับสนุน กองทุนๆ ละ 1 ล้านบาท โดยมีชาวบ้านเป็น ผู้บริหารและควบคุมดูแลในการจัดการเงินกองทุนเอง
การจัดตั้งกองทุน
หมู่บ้านจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหาร กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงาน
พร้อมทั้งแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการจัดตั้ง
กองทุนหมู่บ้านจากทางฝ่ายราชการ ส่วนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองจะต้องจัดตั้งกองทุนและจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการ
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวน 15 คน ซึ่งคณะกรรมการอาจจะประกอบด้วยตัวแทนกลุ่ม
องค์กรประชาชน
และประชาชนในหมู่บ้าน หรือชุมชน พร้อมทั้งจัดทำระเบียบข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกองทุนหมู่บ้าน
รับสมัครสมาชิก ระดมทุน จัดทำระบบบัญชี จัดทำระบบตรวจสอบ มอบหมายภารกิจและความรับผิดชอบ
แล้วจึงขอขึ้นทะเบียนกองทุนหมู่บ้าน
หรือชุมชนเมืองกับธนาคารออมสิน หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเปิดบัญชีกับธนาคารสำหรับขอรับ
เงินกองทุน 1 ล้านบาท จากคณะกรรมการ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ แต่ก่อนที่จะได้รับเงินสนับสนุน
กองทุนหมู่บ้านจะต้องถูกประเมินความพร้อมจาก คณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับอำเภอ ซึ่งมีประเด็นต่างๆ
ได้แก่
- การคัดเลือกคณะกรรมการกองทุน
- คุณสมบัติของคณะกรรมการกองทุน
- ความรู้ ประสบการณ์และความมั่นใจในการบริหารกองทุนของคณะกรรมการกองทุน
- ระเบียบข้อบังคับในการดำเนินการกองทุน
- การมีส่วนร่วมของชาวบ้านหรือสมาชิกในการจัดการกองทุน
- การปฏิบัติของสมาชิกตามระเบียบและข้อบังคับของกองทุน
- การเปิดบัญชีเงินฝากของกองทุน
การประเมินความพร้อมของกองทุนหมู่บ้านจะแบ่งกองทุนหมู่บ้านออกเป็น
3 ประเภท คือ กลุ่มที่มีความพร้อม กลุ่มที่ต้องปรับปรุง
และกลุ่มที่ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด กลุ่มที่มีความพร้อมอยู่แล้วเป็นกลุ่มที่ผ่านการประเมินในประเด็นทั้งหมดข้างต้น
และพร้อมที่จะดำเนินกิจกรรมให้กู้แก่สมาชิกได้ทันที ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือเป็นกลุ่มที่ยังมีข้อบกพร่อง
ซึ่งจะต้องทำการแก้ไข
ปรับปรุงเพื่อเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมต่อไป การดำเนินนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
ในขณะนี้ได้ผ่าน
ขั้นตอนระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
แห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2544 เงินกองทุนหมู่บ้านจะเริ่มลงหมู่บ้านครั้งแรกในวันที่
10 กรกฎาคม พ.ศ. 2544
นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อเนื่องจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองคือ "โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์"
เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในด้านความรู้สมัยใหม่
และการบริหารจัดการเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้า
เครือข่ายและอินเตอร์เน็ต
ผลการดำเนินงานนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในปัจจุบัน
(26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545) สรุปได้ดังนี้
1. การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ได้ไปขอขึ้นทะเบียนเพื่อจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและ
ชุมชนเมืองแล้ว จำนวน 74,215
กองทุน คิดเป็นร้อยละ 98.23 ของหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมาย 75,547 กองทุน
2. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้รับการอนุมัติและจัดสรรโอนเงินแล้ว 73,941 กองทุน
คิดเป็น ร้อยละ 97.87 ของหมู่บ้าน
และชุมชนเป้าหมาย (75,547) กองทุน โดยแยกเป็นกองทุนหมู่บ้าน 71,247 กองทุน และกองทุนชุมชนเมือง
2,694 กองทุน
3. การเบิกจ่ายเงินกองทุน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ปล่อยเงินกู้ให้สมาชิก
เพื่อนำไปพัฒนา อาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้
ลดรายจ่าย และบรรเทาเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแล้ว จำนวน 5,931,564 ราย รวมเป็นเงิน
78,613.24 ล้านบาท
วัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินกองทุน
จำแนกได้ดังนี้
(1) การเกษตรร้อยละ 71.91
(2) ค้าขายร้อยละ 16.33
(3) อุตสาหกรรมร้อยละ 4.08
(4) การบริการร้อยละ 3.99
(5) บรรเทาเหตุฉุกเฉินร้อยละ 1.96
(6) กิจกรรมกลุ่มร้อยละ 1.50
(7) อื่น ๆ ร้อยละ 0.23
การชำระคืนเงินกู้ พบว่าสมาชิกกองทุนที่ขอกู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
เพื่อไปลงทุนในการประกอบกิจกรรม
ซึ่งส่วนใหญ่ กำหนดให้มีการชำระคืนภายใน 1 ปี แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้บางส่วนจะยังไม่ถึงกำหนดชำระคืน
สมาชิกกองทุน
ต่างก็เริ่มทยอยในการส่งคืนเงินกู้แล้ว โดยมีการชำระคืนเงินต้น จำนวน 2,469,324
ราย รวมเป็นเงิน 5,190.83 ล้านบาท
และดอกเบี้ย จำนวน 2,391,494 ราย รวมเป็นเงิน 1,031.76 ล้านบาท
จากการติดตามประเมินผลการส่งคืนเงินของผู้กู้
โดยกรมการพัฒนาชุมชนพบว่าสมาชิกที่ครบกำหนดชำระคืนเงินงวด สามารถ
นำเงินงวดมาส่งชำระกับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านครบตามกำหนดทุกครั้งร้อยละ 89.1
โดยร้อยละ 70.7 ชำระคืนครั้งเดียว
หมด และอีกร้อยละ
29.3 ชำระคืนเป็นงวดๆ ทั้งนี้ ร้อยละ 10 ของผู้กู้ส่งคืนตรงตามกำหนดเวลาเป็นครั้งคราวมีเพียงร้อยละ
1
เท่านั้นที่ไม่สามารถ ส่งคืนเงินได้ตามกำหนดเวลา
สำหรับแหล่งเงินที่นำมาชำระคืนส่วนใหญ่ร้อยละ
63 ได้จากอาชีพที่กู้ ที่เหลือจะนำมาจากเงินสะสมในครอบครัวร้อยละ 19.1
เงินจากรายได้อื่นของครอบครัวร้อยละ 10.1 และกู้จากแหล่งอื่นมาชำระคืนอีกร้อยละ
7
นโยบายการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา
3 ปี
โครงการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย
เป็นโครงการที่ดำเนินงานผ่านระบบธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจนให้กับเกษตรกรรายย่อย
ให้เกษตรกรรายย่อย
สามารถมีเงินออมเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ธ.ก.ส.
เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการโครงการ
พักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม
พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ธ.ก.ส.
ใช้วิธีการลงพื้นที่เรียกประชุมกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่
ซึ่งเกษตรกรที่จะเข้าร่วม
โครงการจะต้องมีหนี้เงินกู้ ไม่เกิน 100,000 บาท ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2544
ไม่รวมหนี้เงินกู้ที่เกิดจากโครงการ
สินเชื่อตามนโยบายรัฐและไม่รวมดอกเบี้ยเงินกู้) และต้องแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการภายในวันที่
30 มิถุนายน พ.ศ. 2544
โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือก ที่จะรับความช่วยเหลือได้ 2 แนวทาง คือ
แนวทางที่หนึ่ง เกษตรกรขอพักชำระหนี้
แนวทางที่สอง เกษตรกรขอลดภาระหนี้สิน ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้
แนวทางที่ 1 ขอพักชำระหนี้ เกษตรกรรายย่อยที่ขอพักชำระหนี้จะได้รับการพักชำระเงินต้นและ
ดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา 3 ปี
จาก ธ.ก.ส. (ตั้งแต่ 1 เม.ย. พ.ศ. 2544 - 31 มี.ค. พ.ศ. 2547) โดยในส่วนของดอกเบี้ยที่เกษตรกรจะต้องจ่ายในช่วงเวลา
การพักชำระหนี้รัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระจ่ายดอกเบี้ยให้กับ ธ.ก.ส. เมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้เกษตรกรจะต้องชำระเงินต้น
และดอกเบี้ยในอัตราเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการแล้วจะไม่มีสิทธิกู้เงินเพิ่มจาก
ธ.ก.ส. ได้อีก
ตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกรภายใต้
"โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรภายหลัง
การพักชำระหนี้" โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เกษตรกรที่เข้าร่วม
โครงการจะต้องจัดทำแผน
การออมเงินตามกำลังความสามารถของตนเองกับ ธ.ก.ส. ให้สอดคล้องกับโครงการฟื้นฟูอาชีพหลังการพักชำระหนี้เพื่อป้องกัน
การใช้เงินโดยไม่เหมาะสมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับครอบครัวและสมาชิก หากเกษตรกรรายย่อยต้องการออกจาก
โครงการพักชำระหนี้เพื่อเปลี่ยนไปขอรับความช่วยเหลือในรูปแบบการขอลดภาระหนี้สินได้
โดยมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรรายนั้น
จะต้องอยู่ในโครงการพักชำระหนี้มาไม่น้อยกว่า 1 ปี นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
เพิ่มจากอัตราปกติที่ ธ.ก.ส. จ่ายให้อีกร้อยละ 1 ต่อปี ในจำนวนเงินฝาก ไม่เกินรายละ
50,000 บาท บทลงโทษสำหรับเกษตรกร
ที่ไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขของโครงการพักชำระหนี้คือจะถูกให้ออกจากโครงการและต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่
ธ.ก.ส.
ตามเกณฑ์ลูกค้าชั้น B บวกด้วยเบี้ยปรับอีกร้อยละ 3 ต่อปี
แนวทางที่ 2 ขอลดภาระหนี้
เกษตรกรรายย่อยที่เลือกรับความช่วยเหลือนี้จะได้รับการชดเชยอัตราดอกเบี้ยจากรัฐบาล
ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 3 ปี (ตั้งแต่ 1 เม.ย. พ.ศ. 2544 - 31 มี.ค.
พ.ศ. 2547) กล่าวคือ รัฐบาลจะช่วยเกษตรกร
จ่ายดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส. ตัวอย่างเช่น ลูกค้าชั้น AAA จะได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราปกติร้อยละ
8 ต่อปี เหลือร้อยละ 5
ต่อปี เป็นต้น เกษตรกร ที่ขอลดภาระหนี้มีสิทธิที่จะขอกู้เงินเพิ่มใหม่ได้ในวงเงินไม่เกิน
100,000 บาท กู้ฉุกเฉินพิเศษ
ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มจากอัตราปกติ
ที่ ธ.ก.ส. จ่ายให้อีกร้อยละ 1 ต่อปี ในจำนวนเงินฝากไม่เกินรายละ 50,000 บาท แต่เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้จะไม่สามารถ
เปลี่ยนการรับความช่วยเหลือเป็นการขอพักชำระหนี้ได้ในภายหลังเพื่อเป็นการป้องกันเกษตรกรที่มีเจตนาไม่สุจริตซึ่งจะเป็นภาระ
แก่รัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณและควบคุม ดูแลในกรณีที่เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
จะถูกให้ออกจากโครงการ และเสียดอกเบี้ยตามเกณฑ์ โครงสร้างดอกเบี้ยของ ธ.ก.ส. ในการดำเนินนโยบายพักชำระหนี้
และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยรัฐบาลได้ตั้งเงินงบประมาณ ในการดำเนินการในปีงบประมาณ
2544 จำนวน 6,000
ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรรายย่อยให้แก่ ธ.ก.ส. ในปีแรก
จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในหลักเกณฑ์
การได้รับการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ทั้งประเทศ 2,379,788 ราย หรือร้อยละ 83 ของเกษตรกรทั้งหมดที่เป็นลูกหนี้ของ
ธ.ก.ส. รวมเป็นวงเงิน 94,056 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ผ่าน
ธ.ก.ส.
ตั้งแต่เริ่มโครงการถึงปัจจุบัน (30 พฤษภาคม พ.ศ. 2544) มีจำนวน 1,754,295 คน คิดเป็นร้อยละ
73.72 ของเกษตรกร
รายย่อยทั้งหมดที่เข้าข่ายการได้รับความช่วยเหลือ ในจำนวนเกษตรกรที่ขอเข้าร่วมโครงการแบ่งเป็นเกษตรกรที่ขอพักชำระหนี้
845,631 ราย เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้สิน 908,664 ราย
โครงการธนาคารประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบัน
เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น
ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำเงินทุนดังกล่าวไปประกอบอาชีพ ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลกำหนดให้จัดตั้งโครงการ
ธนาคารคนจนขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนของประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย
โดยการให้บริการด้าน
การออมทรัพย์ บริการด้านสินเชื่อที่มีเงื่อนไขไม่ยุ่งยากในวงเงินที่เพียงพอต่อความจำเป็น
ตลอดจนบริการด้านการเงินในรูปแบบ
อื่นๆ ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังจัดให้มีบริการให้การฝึกอบรมที่จำเป็น ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านการเงิน
อาชีพ และด้านอื่น ๆ เป็นพิเศษแก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกของโครงการธนาคารประชาชนด้วย
ผู้ที่จะขอกู้เงินกับโครงการธนาคารประชาชนจะต้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อย
ผู้ที่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพ
ใดๆ แต่ต้องมีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถสมัครเข้าโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25
มิถุนายน พ.ศ. 2544 โดยเปิดบัญชีเงินฝาก
ประเภทเผื่อเรียกในชื่อผู้สมัคร 1 บัญชี ลูกค้าสามารถ ขอกู้เงินได้หลังจากที่มีเงินฝากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา
2 เดือน
แต่สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากอยู่กับธนาคารออมสินอยู่ก่อนแล้ว (มากกว่า 2 เดือน)
สามารถกู้เงินได้ทันจำนวนเงินกู้ธนาคาร
จะให้กู้ตามวงเงินที่ต้องใช้จริง ที่จะนำไปประกอบอาชีพและตามความสามารถที่ลูกค้าสามารถชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยได้
โดยวงเงินกู้ปีแรก ไม่เกิน 15,000 บาท วงเงินกู้ครั้งต่อไปไม่เกินรายละ 30,000
บาท ในกรณีที่ลูกค้าขอกู้เงินมากกว่า 30,000
บาท ให้ใช้หลักทรัพย์ตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน
การกู้เงินจากโครงการ
ธนาคารประชาชนจะต้องมีหลักทรัพย์ หรือบุคคลที่เข้าร่วมโครงการค้ำประกัน 2 คน หรือข้าราชการ
พนักงานรัฐวิสาหกิจ
ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ค้ำประกัน การผ่อนชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลาไม่เกิน
13 งวด
โดยวิธีหักจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับธนาคาร สิทธิพิเศษของผู้ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้จะได้รับการประกันอุบัติเหตุในวงเงินไม่เกิน
100,000 บาท ทั้งนี้ธนาคารออมสินได้เริ่มดำเนินโครงการ ธนาคารประชาชน เมื่อวันที่
25 มิถุนายน พ.ศ. 2544
สรุปข้อมูลธนาคารประชาชน
|
ภาค |
การรับสมาชิก |
|||
|
สมาชิกรวม |
สมาชิกที่ขอกู้ |
|||
|
ราย |
เงินฝาก (บาท) |
ราย |
ร้อยละของสมาชิกรวม |
|
| กทม. + ปริมณฑล |
106,593 |
209,325,900.17 |
93,440 |
87.66 |
| ภาคกลาง |
107,030 |
277,758,626.72 |
83,049 |
77.59 |
| ภาคเหนือ |
97,675 |
315,866,544.99 |
92,044 |
94.23 |
| ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ |
153,879 |
468,477,656.20 |
127,509 |
82.86 |
| ภาคใต้ |
72,154 |
209,397,537.57 |
60,693 |
84.12 |
| รวม |
537,331 |
1,480,826,265.65 |
456,735 |
85.00 |
ที่มา: เว๊บไซต์พรรคไทยรักไทย (http://www.thairakthai.or.th/article/bansat_bank.htm)
|
ภาค |
การอนุมัติสินเชื่อ |
|||
|
ราย |
จำนวนเงิน (บาท) |
ร้อยละ |
||
|
ของสมาชิกรวม |
ของสมาชิกที่ขอกู้ |
|||
|
กทม.
+ ปริมณฑล
|
79,372 |
1,219,331,809.00 |
74.46 |
84.94 |
|
ภาคกลาง
|
74,714 |
1,215,554,854.00 |
69.81 |
89.96 |
|
ภาคเหนือ
|
84,565 |
1,432,518,748.00 |
86.58 |
91.87 |
|
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
|
110,589 |
1,825,358,720.00 |
71.87 |
86.73 |
|
ภาคใต้
|
55,897 |
919,179,472.00 |
77.47 |
92.10 |
|
รวม
|
405,137 |
6,611,943,603.00 |
75.40 |
88.70 |
ที่มา: เว๊บไซต์พรรคไทยรักไทย (http://www.thairakthai.or.th/article/bansat_bank.htm)
|
ภาค |
สินเชื่อคงเหลือ |
ชำระคืน (บาท) |
|
|
ราย |
เงิน (บาท) |
||
| กทม. + ปริมณฑล |
61,551 |
587,424,105.20 |
631,907,703.80 |
| ภาคกลาง |
56,270 |
570,769,601.63 |
644,785,252.37 |
| ภาคเหนือ |
56,529 |
727,475,937.75 |
705,042,810.25 |
| ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ |
80,278 |
898,023,041.30 |
927,335,678.70 |
| ภาคใต้ |
42,580 |
569,075,401.63 |
450,104,070.37 |
| รวม |
297,208 |
3,252,768,087.51 |
3,359,1754,515.49 |
ที่มา: เว๊บไซต์พรรคไทยรักไทย (http://www.thairakthai.or.th/article/bansat_bank.htm)
นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
(โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค)
เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ชาวไทยที่มีสิทธิในการได้รับการบริการทางด้านสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน มีความเท่าเทียม
และทั่วถึงกัน นอกจากนี้ผู้ยากไร้
มีสิทธิ ได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยรัฐบาลมีหลักการและเหตุผลในการเสนอนโยบายนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณาสุขของประชาชนที่ยากจนและมีรายได้
น้อย เพราะจากข้อมูลพบว่าค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยมีสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ
60 ของยอดรวมค่าใช้จ่ายสาธารณสุขทั้งหมด โดยโครงการประกันสุขภาพใหม่ที่ทางรัฐบาลจัดให้นี้
ประชาชนจะจ่ายค่ารักษา
พยาบาลเพียงครั้งละ 30 บาท ประกอบกับโครงการสงเคราะห์คนยากจนและผู้มีรายได้น้อยทางด้านสาธารณสุขในอดีต
ไม่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการบริหารจัดการและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
หลักการพื้นฐานในการดำเนินโครงการเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับและเป็นเจ้าของร่วมกัน
และประชาชน
ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในการรับบริการที่มีคุณภาพ โดยในอนาคตสามารถเลือกขึ้นทะเบียนกับสถานบริการปฐมภูมิ
ิที่ตนพึงพอใจได้เอง และสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการรับรองคุณภาพ
(Quality Accreditation)
โดยจะต้องให้ ความสำคัญกับระบบบริการปฐมภูมิเป็นสถานบริการด่านแรก (Primary care
gatekeeper) สำหรับการบริหาร-จัดการจะต้องทำ ในลักษณะเครือข่ายทั้งระหว่างภาครัฐด้วยกันเองและภาครัฐกับเอกชน
ให้มีระบบการคลังที่สามารถ
ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว (Cost containment system) โดยไม่กระทบต่อคุณภาพและการเข้าถึงบริการของประชาชน
และไม่เกิดการใช้และให้บริการมากเกินความจำเป็น รูปแบบการจ่ายเงินแก่สถานบริการต้องเป็นการจ่ายแบบปลายเปิด
และเป็นการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์การดำเนินงาน (performance related payment)
ในส่วนของสิทธิประโยชน์
และรูปแบบหรือกลไกการจ่ายเงินแก่ผู้ให้บริการจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันในระบบประกันสุขภาพ
และตั้งเป้าหมายไว้ว่า
ระบบประกันสุขภาพในอนาคตจะเป็นระบบกองทุนเดียว
การดำเนินงานที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้แต่งคณะทำงานชุดต่างๆ
รวมทั้งสิ้น 10 คณะ เพื่อทำการศึกษารายละเอียด
ขั้นตอน วิธีการ ขององค์ประกอบที่เป็นปัจจัยนำเข้าสู่ระบบการดำเนินการ และได้มีการออกระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยการสร้าง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี พ.ศ. 2544 ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2
เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข
สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการดำเนินการนำร่องใน 6 จังหวัด โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพที่มีบทบาทหน้าที่
ในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานการดำเนินงานในด้านต่างๆ ตลอดจนการควบคุม กำกับติดตามและประเมินผล
การดำเนินงาน และระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการสร้างหลักประกันสุขภาพ ฉบับที่
3 กำหนดให้มีคณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพจังหวัด มีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาสุขภาพของพื้นที่ให้สอดคล้องกับนโยบาย
และแผนด้านสุขภาพของประเทศ จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการพัฒนาสุขภาพในพื้นที่
กำหนดหลักเกณฑ์
และจัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพให้แก่หน่วย เครือข่ายบริการ ตามกรอบนโยบายที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ
ส่วนกลางกำหนด โดยระเบียบฯ ฉบับที่ 3 นี้ ได้ยุบรวมผู้มีสิทธิตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยสวัสดิการประชาชน
ด้านการรักษาพยาบาล ผู้มีสิทธิตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินอุดหนุนโครงการรักษาพยาบาลผู้มีรายได้น้อย
และผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล และบุคคลผู้มีสิทธิตามระเบียบกระทรวง สาธารณสุขว่าด้วยบัตรประกันสุขภาพ
ให้เข้าสู่การคุ้มครองตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ
โดยเริ่มต้นโครงการนำร่องในพื้นที่
6 จังหวัดแรก ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544 ได้แก่ พะเยา ยโสธร ปทุมธานี นครสวรรค์
สมุทรสาคร และยะลา ภายใต้ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี
พ.ศ. 2544 และระเบียบ
เงินอุดหนุนโครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใน 6 จังหวัด ซึ่งเดิม 6 จังหวัดนี้ได้ดำเนินการภายใต้โครงการเงินกู้
เพื่อการลงทุนทางสังคม (SIP) และในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ได้ขยายพื้นที่การดำเนินการออกไปอีก
15 จังหวัด ได้แก่
นนทบุรี สระบุรี สระแก้ว เพชรบุรี นครราชสีมา สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี
ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สุโขทัย แพร่ เชียงใหม่
ภูเก็ต และนราธิวาส ซึ่งในโครงการระยะที่ 2 นี้ ดำเนินงานภายใต้ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ
พ.ศ. 2544 ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคมในปีเดียวกัน ได้ขยายการดำเนินการครอบคลุมไปยังทุกจังหวัดรวมกรุงเทพมหานคร
13 เขต
โดยมีการยุบและเลิกบัตร สปร. แล้วเปลี่ยนเป็นบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้ายกเว้นค่าธรรมเนียม
(ตามระเบียบฯ ฉบับที่ 3)
และมีคำสั่งยุติการขายบัตรประกันสุขภาพ 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.
2544 (ตามระเบียบฯ ฉบับที่ 3)
แต่จะสามารถใช้ได้ต่อไปจนกว่าบัตรจะหมดอายุ การดำเนินการในระยะที่ 3 นี้ถือว่าเป็นการยุบรวมโครงการที่ดำเนินการ
ระยะที่ 1 - 2 เข้ามาสู่ระบบเดียวกัน
ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว
ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (War Room) เพื่อทำหน้าที่
ในการตัดสินใจในการดำเนินการต่างๆ การปรับปรุงนโยบาย โครงสร้าง ระบบการทำงาน ระบบงบประมาณ
ระเบียบ คำสั่ง
และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สอดคล้องกันเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป
และควบคุมกำกับ
การดำเนินงานตามแผนงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในภาพรวม และพิจารณาข้อมูลข่าวสารและการประชาสัมพันธ์
ที่จะเผยแพร่ แก่สาธารณชนทราบและเข้าใจเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
นอกจากนี้
ยังได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน (Call center) เพื่อให้คำแนะนำตลอดจนแก้ไขปัญหาในการใช้บริการ
ให้กับประชาชนทางโทรศัพท์ และมีแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เพื่อทำหน้าที่ในการ
ให้ข้อเสนอแนะและคำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ในด้านนโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ในด้านต่างๆ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ที่เกี่ยวข้องขึ้นอีก 7
ชุดด้วยกัน
การให้บริการที่ผ่านมาได้ให้บริการแก่ประชาชนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแต่อาศัยอยู่จริง
ในพื้นที่ที่โครงการกำลังดำเนินการอยู่ และไปขอขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อให้หน่วยงานออกบัตร
ประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองและกำหนดโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเป็นโรงพยาบาลประจำ
ครอบครัว โดยในแต่ละครั้งที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่กำหนดจะเสียค่าใช้จ่าย
30 บาท ยกเว้นการรับบริการ
ส่งเสริม สุขภาพ การป้องกันโรคและการควบคุมโรค ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน
(ไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี) ผู้ถือบัตร
ประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าสามารถไปใช้สถานพยาบาลอื่นได้ แต่ต้องแจ้งสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรภายใน
72 ชั่วโมง หรือ 3
วันเพื่อให้โรงพยาบาล ประจำไปรับมารักษา และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หากไม่มีการแจ้งตามระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว
ผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง
คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการนำร่องเป็นวงเงินทั้งสิ้น
399,791,700 บาท โดยให้จ่ายจาก
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี พ.ศ. 2544 โดยการจัดสรรงบประมาณจะต้องจัดสรรแบบเหมาจ่ายต่อหัวตามจำนวน
การขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิ์ที่เป็นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่จังหวัดส่งให้สำนักงานประกันสุขภาพตรวจสอบความถูกต้อง
โดยกำหนด
อัตราเหมาจ่ายรายหัว 477 บาทต่อปี
งบประมาณในระยะที่ 2 มีการศึกษาต้นทุนต่อคนในการจัดบริการและพบว่าต้นทุนการจัดบริการอยู่ที่
1,202 บาทต่อคนต่อปี
โดยในปี งบประมาณ พ.ศ. 2545 รัฐได้จัดสรรงบเพื่อดำเนินงานตามโครงการฯ จำนวน 54,160
ล้านบาท ต่อมาคณะกรรมการ
พิจารณา ต้นทุนอัตราเหมาจ่ายรายหัวประชากรในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้เสนอตัวเลขงบเหมาจ่ายไว้ที่
1,414
บาทต่อคน ทำให้คาดว่าในปี พ.ศ. 2546 ต้องใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นในโครงการ 63,630
ล้านบาท เพิ่มจากปี พ.ศ. 2545
จำนวน 9,470 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานในช่วงสามเดือนแรกของปีงบประมาณ
พ.ศ. 2545 มีบัตรที่มีปัญหาซ้ำซ้อนมากกว่าร้อยละ 10 แต่ค่อยๆ ลดลง
เหลือประมาณร้อยละ 7 ใน 3 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2545 โดยมีสาเหตุจาก ผู้มีสิทธิ์ต้องการรักษาสิทธิ์หลายอย่างเนื่องจาก
ไม่มีสิทธิ์ใดที่ดีกว่าสิทธิ์อื่นในทุกด้าน นอกจากนี้การออกบัตรโดยพึ่งทะเบียนราษฎร์เป็นหลัก
ทำให้ยังมีปัญหาการเข้าไม่ถึง
กลุ่มคนจนที่สุด กลุ่มเร่ร่อนและย้ายถิ่น ชาวเกาะและชาวเล หรือแม้กระทั่งผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมืองที่ไม่มีบัตรประชาชน
และยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความถูกต้องในเรื่องสัญชาติ
การดำเนินการใน 75 จังหวัดในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ
พ.ศ. 2545 พบว่าอัตราการมารับบริการของผู้ป่วยนอก
ที่โรงพยาบาลชุมชนเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งเท่าตัวจาก 1.1 ครั้งต่อคนต่อปี (ในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ
พ.ศ. 2544) เป็น
2.3 ครั้งต่อคนต่อปี สำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพิ่มจาก 2.5 ครั้งต่อคนต่อปี เป็น
2.8 ครั้งต่อคนต่อปี ในขณะที่อัตราการรับ
ผู้ป่วยในมีประมาณร้อยละ 11 ซึ่ง ใกล้เคียงกับปีก่อน
การบริหารจัดการในส่วนกลางมีปัญหาเนื่องจากการให้อำนาจบริหารโครงการฯ
แบบเบ็ดเสร็จแก่ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข
ทำให้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ถูกผลักดันแยกจากโครงการอื่นๆ ซึ่งผู้บริหารดังกล่าวไม่ได้มีอำนาจในโครงการอื่นๆ
มีผลทำให้การร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีทิศทางไม่ชัดเจนตามไปด้วย และยังทำให้ภาพรวมของสถานพยาบาล
ขาดเอกภาพ เพราะผู้ให้บริการรายอื่นๆ ที่ไม่ใช่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเกรงว่าอำนาจการบริหารที่กระทรวงฯ
มีเหนือโครงการฯ จะกลายเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ปกป้องผลประโยชน์ทั้งทางการเงินและการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ของกระทรวงฯ
นอกจากนี้การรับเป็นนายทะเบียนฐานข้อมูลประชากรในระยะเริ่มต้นของกระทรวงสาธารณสุขทำให้มีปัญหาในเรื่องการจัดการ
ค่อนข้างมาก ตลอดจนระเบียบแนวทางปฏิบัติเรื่องการเงินและบัญชียังขาดความชัดเจน
และการขาดการจัดการที่เป็นระบบของ
กองทุน ที่เก็บสมทบไว้ ส่วนกลาง ได้แก่ เงินที่หักสำหรับจ่ายกรณีค่าบริการทางการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
และกรณีฉุกเฉิน
นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับการดำเนินงานโครงการในปี
พ.ศ. 2546 และสุดท้าย
การให้สถานพยาบาลเป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน อาจจะก่อให้เกิดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ได้
ปัญหาที่พบในการบริหารจัดการในส่วนภูมิภาค
คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลเครือข่ายยังขาดความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ ตลอดจนความพร้อมในเรื่องฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเป้าหมาย
ปัญหาอื่นๆ คือ ประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขในการใช้บริการโครงการ
ทำให้มีการข้าม
ขั้นตอนการใช้บริการมาก และประเด็นเรื่องคุณภาพของการให้บริการที่หลายฝ่ายระบุว่าโครงการ
30 บาทรักษาทุกโรค
เป็นโครงการ ชั้นสาม ซึ่งอาจจะชักนำให้มาตรฐานของโรงพยาบาลของรัฐลดต่ำลงในอนาคต
จุดเด่นในการบริหารโครงการในส่วนกลาง
ได้แก่ การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติหลักประกัน
สุขภาพถ้วนหน้า (War room) มีความรวดเร็ว เพราะไม่ต้องผ่านกลไกปกติของราชการ ประการต่อมาการบริหารโครงการฯ
แยกจากโครงการประกันสังคมและโครงการสวัสดิการข้าราชการตั้งแต่ในระยะแรก มีส่วนช่วยให้โครงการนี้ดำเนินการไปได้
อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้โดยเฉพาะการส่งต่อข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
โดยไม่ต้องผ่านสาธารณสุข
จังหวัด ทำให้ข้อมูลเดินทางเข้าสู่ส่วนกลางได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม และสุดท้ายการที่ส่วนกลางให้ความสำคัญกับสิทธิ
และการร้องเรียนของประชาชนมากขึ้น นับเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในระบบบริการสาธารณสุข
จุดเด่นในการบริหารจัดการในส่วนภูมิภาค
ได้แก่ การสร้างความร่วมมือกันระหว่างสถานีอนามัยและโรงพยาบาล
ในเรื่องการวางแผน การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาศักยภาพของสถานีอนามัย จากระบบการให้โรงพยาบาลต่างๆ
ถือเงินของสถานีอนามัยในพื้นที่ รับผิดชอบของโรงพยาบาล มีผลให้สถานีอนามัยหลายแห่งมีคุณภาพการให้บริการที่สูงขึ้น
และทำให้ได้รับความสนใจจากประชาชนมากขึ้น ซึ่งในหลายพื้นที่ทำให้โรงพยาบาลมีภาระผู้ป่วยนอกลดลง
ประเด็นที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
ได้แก่ ควรให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกโรงพยาบาลเองหรือไม่ และจะมีแนวทางการจัดการ
งบประมาณเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างไรในอนาคต นอกจากนี้ควรรวมกองทุนหลักประกันสุขภาพที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน
ให้เป็นกองทุนเดียวกันหรือแยกกันบริหารดังเช่นในปัจจุบัน และจะกำหนดบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชนในระยะยาวอย่างไร
ตลอดจนประเด็นการผูกเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ไว้กับยอดเหมาจ่ายในการรักษาพยาบาลมีความเหมาะสมหรือไม่
นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลยังไม่มีจุดยืนที่แน่ชัดระหว่างการต้องการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เป็น
"สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทย" กับการเป็น "โครงการช่วยเหลือคนจน"
(ข้อมูลส่วนใหญ่รวบรวมจากรายงานวิจัยเรื่อง
การติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ "30 บาทรักษาทุกโรค"
ของกระทรวงสาธารณสุข โดย วิโรจน์ ณ ระนอง และ ผศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง และคณะ (2545)
และ รายงานผลการดำเนินงาน
สร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนไทยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
8 โดยสำนักงานประกันสุขภาพ
(2545)
เป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการสร้างสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ที่มาจากท้องถิ่น
ให้ชุมชนสามารถ
ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งจากภายในและภายนอกประเทศจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาภายในท้องถิ่น
เพื่อสร้างงาน
และสร้างรายได้ขึ้นภายในท้องถิ่นและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อีกทางหนึ่ง โดยรัฐจะให้การสนับสนุนในเรื่องความรู้
ู้สมัยใหม่ การบริหารจัดการและเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนเพื่อจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ซึ่งได้กำหนดระเบียบ
สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ
(กอ.นตผ.) พ.ศ. 2544 โดยมี
นายปองพล อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ กอ.นตผ.
การจัดกลไกการบริหารโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์
และแผนแม่บทในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์
ดีเด่นของตำบล และสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยมีการตั้ง
คณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 9 ชุด
ขั้นตอนการบริหารเริ่มจากในระดับตำบล
(อบต./ท้องถิ่น) จะชี้แจงแนวคิด และจัดประชาคมเพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล
ให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบในท้องถิ่น และแผนชุมชน เพื่อเสนอให้กับระดับอำเภอ
ซึ่งในระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ
(นตผ.อำเภอ/กิ่งอำเภอ) จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นตำบลต่างๆ ของอำเภอหรือกิ่งอำเภอ
ตลอดจนบูรณาการแผนและงบประมาณ
เพื่อให้การสนับสนุน ในขณะที่ระดับจังหวัด (นตผ.จังหวัด) จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับอำเภอต่างๆ
ของจังหวัด และบูรณาการ
แผนและงบประมาณ โดยในส่วนกลาง (กอ.นตผ.) จะทำหน้าที่หลักในการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่น
ของตำบล และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในบัญชีให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์และแผนแม่บท
การดำเนินงานที่ผ่านมา
มีผลิตภัณฑ์ดีเด่นที่ได้รับการคัดเลือกโดยผ่านกระบวนการประชาคมในระดับตำบลจำนวน
6,358 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งในจำนวนนี้
ถูกคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับจังหวัดจำนวน 925 ผลิตภัณฑ์ และมีผลิตภัณฑ์ที่จะประกาศขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์
หนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ จำนวน 461 รายการ นอกจากนี้มีการบูรณาการบัญชีผลิตภัณฑ์เด่นของหน่วยงานต่างๆ
ซึ่งมีหลายหน่วยงาน
ดำเนินการให้เป็นบัญชีหลักเพียงบัญชีเดียว ยอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนก่อนเริ่มนโยบายหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์
ระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม พ.ศ. 2544 มีจำนวน 216 ล้านบาท ภายหลังการดำเนินโครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์
แล้วปรากฏว่ามียอดจำหน่ายระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม พ.ศ. 2545 รวม 23,987 ล้านบาท
ซึ่งสูงกว่าประมาณการรายได้
ในปี พ.ศ. 2545 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ 10,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 219.94 ของประมาณการรายได้ปี
พ.ศ. 2545 และมีรายได้
จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2546 มีจำนวน 7,236 ล้านบาท
สำหรับผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับมาตรฐาน
เช่น มาตรฐาน อย. มอก. ฮาลาล ฯลฯ ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2545 มีจำนวน 4,065 ผลิตภัณฑ์
ในส่วนของการเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้ากับตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ
ได้มีการจัดทำเว็บไซด์ไทยตำบลดอทคอมขึ้น
ซึ่งได้ดำเนินการเผยแพร่ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ กอ.นตผ. ไว้ในเว็บไซด์ดังกล่าว
รวมทั้งนำข้อมูลของกลุ่มอาชีพ
ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการคัดสรรเป็นสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ จากตำบลต่างๆ
เข้าระบบแล้วจำนวน 5,054 ตำบล
จำนวนสินค้าที่เข้าระบบจำนวน 16,797 รายการ และสินค้าที่ดำเนินการเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้วมีจำนวน
1,181 รายการ
ในปี พ.ศ. 2546 มีเป้าหมายที่จะขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
นตผ. ที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น อย. มอก. ฮาลาล และอื่นๆ
จำนวนไม่น้อยกว่า 3,500 ผลิตภัณฑ์ จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ จำนวน 6,358 ผลิตภัณฑ์
และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้รับคัดเลือก
เป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นในจังหวัดเพิ่มเป็น 1,500 ผลิตภัณฑ์ จากเดิม 925 ผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับชาติ
ให้เพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 750 ผลิตภัณฑ์ จากเดิมที่ประกาศขึ้นบัญชีแล้ว 461 ผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้จะยกระดับผลิตภัณฑ์ดีเด่น
ตามกลุ่มสินค้า 6 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอ จักสานและเส้นใยพืช อาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
เครื่องปั้นดินเผา
ศิลปหัตถกรรมและสุราแช่ และกลุ่มศิลปวัฒนธรรมและสถานที่บริการ โดยจะส่งเข้าประกวด
นตผ. ดีเด่นระดับจังหวัด และระดับ
ประเทศ นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มช่องทางด้านการตลาดให้มีแหล่งรวมและกระจายสินค้า
นตผ. ระดับภาค จำนวน 6 แห่ง และสร้าง
เครือข่ายด้านการตลาด จังหวัดละ 1 เครือข่าย รวม 75 เครือข่าย นอกจากนี้จะจัดให้มีช่องทางการตลาดในสถานที่อื่นๆ
เช่น
ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว ปั๊มน้ำมัน และสถานศึกษา จำนวน 18,000 แห่ง
นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะให้ความรู้แก่ผู้นำชุมชนจำนวน
9,000 คน ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการ
และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการเป็นวิทยากรถ่ายทอดการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชน
จำนวน 6,000 คน
สำหรับการประชาสัมพันธ์และการเพิ่มช่องทางการตลาด
จะจัดระบบข้อมูลสินค้า นตผ. ทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์
สินค้าและบริการบนเว๊บไซต์และอีคอมเมอร์ส จำนวนไม่น้อยกว่า 3,500 ผลิตภัณฑ์
จากยุทธศาสตร์การดำเนินการดังกล่าวในปี
พ.ศ. 2546 คาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการจากโครงการ
หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี
(ข้อมูลส่วนหนึ่งรวบรวมจากเว๊บไซต์ www.thairakthat.or.th (ผลงาน 2 ปี ของพรรคไทยรักไทย))
![]()
[สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทย]
[ทีดีอาร์ไอกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย
]
[ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความยากจนทั้งในประเทศและต่างประเทศ]
[E-participation] [แหล่งเชื่อมโยงอื่น]
[การประชุมและสัมมนา]
[งานวิจัย]![]()