Publication Code: N17


โครงการจัดทำแผนหลักการจัดตั้งระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์


สารบัญ

ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา   เทคโนโลยีด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างมาก หน่วยงานจำนวนนับไม่ถ้วนนำเอาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปประยุกต์ใช้   ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นผลให้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นเทคโนโลยีที่เจริญเติบโตเร็วที่สุด   ในบรรดาเทคโนโลยีที่นำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งาน

เหตุผลที่ทำให้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เจริญเติบโตได้รวดเร็วนั้น    อาจเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีนี้นำไปประยุกต์ใช้ได้ผลในงานต่าง ๆ มากมาย   แล้วก็เกิดขึ้นในช่วงที่มีความต้องการอย่างรุนแรงด้วย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่กำลังประสบอยู่ทุกหนแห่ง   อันที่จริงสารสนเทศที่ต้องการการจัดการอย่างถูกวิธีเกือบทั้งหมดในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้   ล้วนแล้วแต่มีรูปลักษณะเชิงพื้นที่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว   สิ่งที่เราทั้งหลายทำก็เพียงนำเอาเทคโนโลยีนี้มาเพื่อช่วยตอบปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกำลังเป็นที่สงสัยกัน   การจะดูว่าเทคโนโลยีใดใช้งานได้ผลก็คงจะเป็นตอนที่มีการนำเอาเทคโนโลยีนั้นไปใช้งานจริง ๆ    บางทีการนำเอาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นี้ไปใช้ช่วงสงครามคูเวตที่เพิ่งผ่านไป อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนี้ได้อย่างดีที่สุด   การทดสอบที่มีชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้ คงพอจะเป็นตัวชี้ให้เห็นชัดถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

นอกจากประเทศต่าง ๆ มากมายจะเห็นถึงคุณประโยชน์ของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์นี้แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นอีกหลายหน่วยงานที่เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้และได้นำไปใช้แล้ว   มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ระดับชาติขึ้นถึง 3 แห่งได้แก่  ในประเทศแคนาดา (Institute for GIS in Education, IGISE) ในอเมริกา (National Center for Geographic Information and Analysis, NCGIA) และในอังกฤษ (RRL, Regional Research Laboratories) เพื่อทำหน้าที่ในการเผยแพร่เทคโนโลยีในด้านนี้

สำหรับในประเทศไทย เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ มีความตื่นตัวอย่างมากในการนำเอาเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปใช้   แม้จะรู้ว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องของประเทศ   การจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างที่กล่าวนั้น ยังคงต้องการความช่วยเหลือและคำแนะนำที่ดี สถานะของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในประเทศไทยยังอยู่เพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น   การจะปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่บกพร่องอยู่ยังเป็นไปได้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ได้มีการจัดทำแผนแม่บท เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาใช้ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้    การศึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แห่งชาติ โดยจะกล่าวถึงแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี ไว้ในรายงานฉบับนี้

ในการจะวางแผนให้หน่วยงานใด จะต้องพิจารณาว่าแผนที่ออกมานั้นหน่วยงานจะยอมรับและนำไปปฏิบัติได้หรือไม่   เป็นการยากที่จะได้รูปแบบของหน่วยงานอย่างที่ต้องการทุกประการ   องค์ประกอบของเศรษฐกิจโดยรวมเป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการจัดรูปแบบของหน่วยงาน   รัฐบาลสามารถรองรับความต้องการนั้นได้หรือไม่   คำถามยังคงมีต่อในกรณีที่มีการเปลี่ยนคณะผู้บริหาร ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดำเนินงานของหน่วยงานนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ   เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ โดยมีการกำหนดหน้าที่หลักของหน่วยงานให้มีบทบาทที่เด่นชัด

รูปแบบที่มีการนำมาปฏิบัติคือ ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการเผยแพร่เทคโนโลยีมีลักษณะเป็นศูนย์ ศูนย์สามารถจะ ควบคุม กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งด้านวิจัย ดำเนินการ การจัดสรรงบประมาณ การประสานงาน และอื่นๆ ได้ทั้งหมด แม้จะมีข้อดีอยู่หลายประการ   แต่การจัดหน่วยงานในลักษณะของศูนย์แบบนี้ก็ยังมีข้อเสียคือจะมีการดึง อำนาจ ที่เคยเป็นของหน่วยงานภายใต้ดำเนินการในข้อมูลต่างๆ มารวมอยู่ที่ศูนย์   ซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น

รูปแบบอีกอย่างที่อาจจะเหมาะสมกับลักษณะของคนไทย   คือ การเจรจาสร้างความตกลงร่วมกันของทุกๆ หน่วยงาน ซึ่งนับว่าสำคัญมากในการทำงานแบบเครือข่ายที่ให้ความสำคัญงานต่างๆ เท่าเทียมกัน ผลที่ออกมาจะอยู่ในลักษณะของความร่วมมือกันมากกว่าเป็นของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีและเข้าใจการทำงานในทุกๆ ขั้นตอนอย่างแจ่มชัด

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับหน่วยประสานงานหลัก ควรจะอยู่ภายใต้กระทรวงที่มีหน้าที่ในการเผยแพร่เทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน (Ministry of Science, Technology and Energy - MOSTE) มีนโยบายและบทบาทที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานต่างๆ ฉะนั้นแล้วจึงเป็นสถานที่น่าจะเหมาะสมที่สุด