Publication Code: I11


แนวทางปรับปรุงเครื่องมือกลไกของรัฐเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้า



 

ในทศวรรษที่ผ่านมาการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ส่งผลให้การผลิตและการลงทุนทั้งหมดในภาค อุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราสูงมากควบคู่ไปกับการขยายตัวที่รวดเร็วของเศรษฐกิจโลก  ซึ่งทำให้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าระบบเศรษฐกิจ ของประเทศไทยขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่การขยายตัวของการค้า โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น  ก็มีผลสืบเนื่องจากนโยบายและมาตรการของรัฐบาลที่เหมาะสมด้วย  ทั้งนี้สังเกตได้จากในช่วงแรกของทศวรรษ 1980 แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกมีปัญหาที่ไม่น่าเอื้ออำนวยต่อประเทศ  ซึ่งต้องขึ้นกับภาคต่างประเทศมาก เช่น ตลาดในเศรษฐกิจโลกขยายตัว
ในอัตราต่ำ อัตราดอกเบี้ยสูง และมีการเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่าง ๆ ของประเทศอุตสาหกรรมซึ่งเกิดจากปัญหา เศรษฐกิจภายในประเทศนั้น ๆ แต่กระนั้น  เศรษฐกิจของประเทศไทยก็ยังสามารถขยายตัวในอัตราสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของกลุ่มประเทศกำลัง
พัฒนา  โดยมีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งสามารถขยายตัวในอัตราเฉลี่ยที่สูงถึงร้อยละ 12 ต่อปี และต่อมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เนื่องจากนโยบายภายในของไทยคำนึงถึงความสำคัญของการส่งออก  ดังนั้นเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นบ้าง  เศรษฐกิจรวมของไทย ก็ไม่สามารถขยายตัวในอัตราสูงขึ้นไปอีก  โดยเฉพาะในภาคอุตสหกรรมส่งออกมีอัตราการขยายตัวสูงถึงเกือบร้อยละ 25 ต่อปี จึงเป็นที่แน่ชัดว่า นโยบายการค้าและอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยต้องพึ่งพา ตลาดต่างประเทศมากขึ้น  ถ้านโยบายการค้าและอุตสาหกรรมของไทยเหมาะสมแล้วก็จะไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกมาก  ในขณะเดียวกันนโยบายที่เหมาะสมจะสามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการได้รับผลประโยชน์จากโอกาสและจังหวะในภาวะที่เศรษฐกิจ
โลกขยายตัวสูงขึ้น  ทั้งนี้เพราะนโยบายดังกล่าวจะเอื้ออำนวยต่อการแข่งขันของการค้าและอุตสาหกรรมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

มาตรการหรือเครื่องมือที่รัฐสามารถนำมาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตในประเทศและ
ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศโดยตรง ได้แก่ สิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุน การควบคุมการนำเข้าหรือส่งออก ตลอดจนกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติการของสถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาล  มาตรการเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการค้า การผลิต การลงทุน ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม  โดยมีผลขั้นแรกต่อราคาสินค้าและราคาปัจจัยการผลิตชนิดต่าง ๆ ในประเทศ  ขั้นต่อมาจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิต เทคนิคการผลิต ประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิต และท้ายสุด คือ ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า หากแนวโนบายมาตรการการเงินการคลังและอื่น หรือระเบียบวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ได้รับการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องซึ่งเป็นอุปสรรคต่อระบบการแข่งขันทั้งภายในประเทศ  การส่งออกและอุตสาหกรรมขนาดต่าง ๆ ในแต่ละประเภทแล้ว  การค้าและอุตสาหกรรมจะขยายตัวอย่างเป็นระเบียบและต่อเนื่องไป จนถึงทศวรรษหน้า ตรงตามเป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมได้

การศึกษาในส่วนนี้จึงเน้นแนวทางปรับปรุงเครื่องมือกลไกของรัฐที่มีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยจะทบทวนและวิเคราะห์มาตรการ ระดับมหภาค โครงสร้างของมาตรการทางการค้าและอุตสาหกรรม ตลอดจนกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีผลกระทบ ต่อการผลิตในอุตสาหกรรมประเภทและขนาดต่าง ๆ โดยตรง เพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัด ปัญหาและอุปสรรคของมาตรการและระเบียบการ ปฏิบัติในการประกอบการการผลิต นอกจากนั้น การศึกษานี้จะเสนอแนะแนวนโยบายและมาตรการ รวมทั้งแนวทางการปรับปรุง และแก้ไขกฎระเบียบ และวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ที่เน้นการร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชนมากขึ้น  ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนา อุตสาหกรรมในระยะสั้นและระยะยาว
 
 

มิถุนายน  2534