Publication Code: A93
โดย นิพนธ์ พัวพงศกร และ ณรงค์ ชวนใช้
สารบัญ
อสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างซึ่งเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ โดยมีมูลค่าประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาทในแต่ละปี นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดรายได้ในรูปของกำไรและค่าจ้าง โดยมีจำนวนการจ้างงานในหมวดการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เท่ากับ 2.2 ล้านคนในปี 2539 เห็นได้ว่าภาคอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคธุรกิจหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ จึงไม่เป็นที่ แปลกใจว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้น ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงและวงกว้างต่อ เศรษฐกิจของประเทศและประชาชน
โดยในการศึกษาครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญต่อตลาดที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ
เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีส่วนสำคัญต่อการดำรง
ชีวิตของประชาชนโดยรวมของประเทศ
การศึกษาแบ่งออกเป็น 6 บท
โดยบทที่ 1
เป็นการศึกษาถึงความสำคัญของปัญหาที่อยู่อาศัย
เบื้องต้น
ซึ่งพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดที่อยู่อาศัยมีสาเหตุสำคัญ
2 สาเหตุ คือ ข่าวสารข้อมูล
สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ด้าน คือ
ด้านแรกการขาดข่าวสารข้อมูลของผู้ประกอบการ
ทำให้เกิดภาพลวงตาอุปสงค์และอุปทานที่อยู่อาศัย
ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ
ของผู้ประกอบการ และด้านที่สอง
คือ
การขาดข่าวสารข้อมูลของผู้บริโภค
การได้รับข้อมูลทางด้านการตลาดไม่เพียงพอ
(เช่น
ขาดข้อมูลทางด้านราคาและมาตรฐานการก่อสร้างขั้นพื้นฐาน
ความเข้าใจในกฎหมายและข้อตกลงในการทำสัญญาซื้อขาย
ตลอดจน
ข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับ)
ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถนำใช้ในการตัดสินใจได้
สาเหตุประการที่สองคือ ปัญหาด้านกฎหมายและผู้ดูแลกฎหมาย ถึงแม้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยค่อนข้างจะเป็นตลาดแข่งขันแบบเสรี แต่ขั้นตอนทางกฎหมายกลับสร้างปัญหาความยุ่งยากให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการก่อสร้าง เป็นอุปสรรคต่อผู้มีรายได้น้อย นำไปสู่การบิดเบือนโครงสร้างตลาดที่อยู่อาศัย เกิดปัญหาการให้สินบนต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กับการดูแลที่อยู่อาศัยเป็นต้น
บทที่สอง
เป็นการศึกษาถึงการวิวัฒนาการของตลาดที่อยู่อาศัย
ซึ่งจากการศึกษาพบว่าตลาดที่อยู่อาศัยได้มีวิวัฒนาการจากการรับ
ก่อสร้างตามความต้องการผู้บริโภคในยุคแรก
จากนั้นค่อยๆ
เป็นพัฒนาไปสู่การสร้างบ้านแบบจัดสรร
(Housing Subdivision)
ซึ่งขยายการก่อสร้างบ้านเดี่ยวจากในเมืองไปสู่ชานเมือง
เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันหรือช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ
การก่อสร้างบ้านเดี่ยว
กลับหันมาสร้างบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์
อยู่ใจกลางเมืองเพื่อความสะดวกในการทำงานในเมืองและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
และท้ายที่สุดเมื่อที่ดินในเมืองมีราคาสูงขึ้น
ประกอบกับมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการก่อสร้างอาคารสูงมาใช้
รูปแบบที่อยู่อาศัยก็เปลี่ยนสู่คอนโดมิเนียม
ในขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย
กฎหมายที่อยู่อาศัยก็ได้มีการวิวัฒนาตามด้วย
ตามปัญหาที่เกิดขึ้นและ
การคาดการณ์ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่
เนื่องจากตลาดที่อยู่อาศัยจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน
จำนวนมาก
(ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อาศัยและส่วนรวม
ความเป็นธรรมในการซื้อขาย
การจัดสรรทรัพยากร
และการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งแวดล้อม)
ทำให้มีหลายหน่วยงานของรัฐเข้าไปดูแล
โดยมีกฎหมายและข้อบังคับที่คอยควบคุม
ดูแลผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
ผลกระทบของกฎหมายที่อยู่อาศัยในด้านบวกคือ
ทำให้มีการสร้างคอนโดมิเนียมเกิดขึ้น
(กฎหมายอาคารชุด)
มีการจัดสรรที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
(กฎหมายผังเมือง
การควบคุมอาคารชุด
กฎหมายสิ่งแวดล้อม)
สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย
(กฎหมาย ป.ว. 286
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
ผลกระทบด้านลบจากการมีหลายหน่วยงาน
และกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง
ทำให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย
เกิดความล่าช้า
มีการให้สินบนบิดเบือนการจัดสรร
ทรัพยากรเกิดขึ้น
และทำให้ผู้มีรายได้น้อยขาดโอกาสในการซื้อหาที่อยู่อาศัย
บทที่ 4 เป็นการศึกษาโครงสร้างตลาดที่อยู่อาศัย จากการศึกษาพบว่าตลาดที่อยู่อาศัยเป็นแบบแข่งขันกึ่งผูกขาด (monopolistic competition) กล่าวคือ แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการมากมายสามารถเข้าออกจากตลาดที่อยู่อาศัยได้อย่างสะดวก แต่มีจำนวนผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่มากกว่า 80% ของมูลค่าตลาด มีเพียง 5% ของจำนวนบริษัททั้งหมด (ซึ่งมีประมาณ 1,700 ราย) นอกจากนี้ ตลาดที่อยู่อาศัยยังมีลักษณะของการแข่งขันกันสูง สินค้ามีความแตกต่างกัน
บทที่ 5
เป็นการศึกษาการถือครองกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของนักลงทุนต่างชาติ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องของกรมที่ดิน
กฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ กฎหมาย ป.ว. 281
ของกระทรวงพาณิชย์ พ.ร.บ.
ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ
ซึ่งในภาวะการณ์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจ
และตลาดที่อยู่อาศัยตกต่ำ
หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องคัดค้านด้วยเหตุผลการมีกรรมสิทธิ์และเกรงว่าจะเปิดการเก็งกำไรขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม
การแก้ไขกฎหมายต่างๆ
ที่จะให้คนต่างชาติสามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
บทที่ 6
จากการศึกษาพบว่ากฎหมายไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าออกของผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย
แต่กฎหมายและข้อบังคับ
ทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการประกอบธุรกิจและกลายเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้การทำงานของหน่วยงาน
ที่รับผิดชอบยังมีการทำงานที่ไม่สอดคล้องกัน
ลดความยุ่งยากในการดำเนินการลง
เป็นต้น
ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาข้อมูลที่อยู่อาศัย
การสร้างหรือระบบข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค
ควรส่งเสริมประสิทธิภาพทางการตลาดเพื่อความสมบูรณ์ของตลาดที่อยู่อาศัย
โดยการผลักดันให้มีบริษัทประกันภัยหรือนายหน้า
ธุรกิจการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้จะต้องมีมาตรการคุ้มครอง
ผู้บริโภคที่เข้มแข็งเพื่อผู้บริโภค
มีนาคม 2542