Publication Code: A90
โดย สุธีร์ ศุภนิตย์, วีรวัฒน์ จันทโชติ และ เสาวนีย์ อัศวโรจน์
สารบัญ
หากพิจารณาถึงวิวัฒนาการของการพาณิชย์และการเข้ามามีบทบาทของรัฐในเรื่องดังกล่าวนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่า รัฐมีนโยบายเข้าแทรกแซงและควบคุมกิจการพาณิชย์ของเอกชนแทบทุกแขนงอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความจำเป็น ที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ซึ่งในหลายๆ กรณีเป็นผลให้ตลาดสินค้าและบริการไม่สามารถปรับตัว ได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อเนื่องให้การขยายตัวทางด้านการค้าและการลงทุนเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากในท้ายที่สุด
ในการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว
ปรากฏว่าได้มีการตรากฏหมายที่วางกฎเกณฑ์เป็นไปอย่างเคร่งครัดและเข้มงวด
โดยมีลักษณะ
ที่สำคัญดังนี้
จากสภาพของกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับผิดชอบดูแลและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นผลนั้น ปรากฏว่ากระทรวงพาณิชย์ ต้องประสบปัญหาในการบริหารและการบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นในหลายๆ ด้านด้วยกัน ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังต่อไปนี้
1. ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอัตรากำลังประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องด้วยว่ากฎหมายส่วนใหญ่ได้วางมาตรการ และกำหนดขั้นตอนให้เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายต้องคอยติดตามตรวจสอบตลอดเวลา แต่ปรากฏกระทรวงพาณิชย์ไม่มีอัตรา กำลังเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอต่อการดำเนินการตรวจตราได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ก็มีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ใช้ เจ้าหน้าที่ชุดเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมายฉบับอื่นด้วย ในการนี้จะเห็นได้ว่าหากการมีเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอต่อการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ย่อมจะทำให้สามารถที่จะพัฒนาหามาตรการป้องกันการกระทำที่อาจเป็นการฝ่าฝืนได้เป็นอย่างดี
2. ปัญหาเกี่ยวกับการใช้สภาพบังคับทางอาญา
เนื่องด้วยว่ากฎหมายส่วนใหญ่ใช้ระบบการลงโทษทางอาญาต่อผู้กระทำความผิดต่อ
กฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแล
สภาพการณ์เช่นนี้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย
เป็นเอกเทศ
ยังคงต้องพึ่งหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องความผิดเกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง
หน่วยงานที่ว่านั้นก็คือเจ้าพนักงานตำรวจ
และเจ้าพนักงานตำรวจก็มีงานประจำล้นมืออยู่แล้ว
ยังจะต้องมารับภาระเกี่ยวกับการสอบสวน
ความผิดทางการพาณิชย์อีก
โดยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าหากสามารถเปลี่ยนแปลงให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์สามารถกระทำการ
สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้ด้วยตนเอง
เพื่อเสนอต่อพนักงานอัยการให้ฟ้องต่อศาลจะทำให้การดำเนินการเพื่อการบังคับใช้
กฎหมายเป็นไปโดยรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพ
มีความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
3. ปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการออกกฎหมายลำดับรอง โดยสภาพที่เป็นกฎหมายทางเศรษฐกิจที่ต้องการให้เข้าแก้ปัญหา ตามสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ตลอดเวลา จึงต้องอาศัยการออกกฎกระทรวง หรือพระราชกฤษฎีกาเสริมในกฎหมายนั้นๆ ปรากฏว่าการออกกฎกระทรวงและพระราชกฤษฎีกานั้น กระทรวงพาณิชย์กระทำด้วยความยากลำบาก ประสบกับการติดขัด ทางด้านกฎระเบียบและขั้นตอนมากมายของทางราชการทำให้ในบางครั้งไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
4. ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจสั่งการของเจ้าหน้าที่ การที่กฎหมายเกี่ยวกับการพาณิชย์ที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลมีหลักการที่ให้ อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางนั้น เกิดปัญหาการใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม ขาดหลักเกณฑ์หรือกรอบที่กระจ่างชัด เสมือนหนึ่งว่าเจ้าหน้าที่ที่บังคับให้กฎหมายขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายของตนอย่างดีพอ เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง ทำให้เกิดความรู้สึก ว่ามีการใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ซึ่งในบางกรณีอาจถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบได้
5. ปัญหาเกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมือง
เป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลนั้น
มีโครงสร้างที่ง่ายต่อการที่การเมือง
เข้าแทรกแซง
ทั้งนี้จะทำให้กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเลือกปฏิบัติได้
ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้วการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ
การพาณิชย์หรือเศรษฐกิจมักจะใช้องค์การอิสระที่ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแทน
ในรายงานการศึกษาฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการสำรวจในเบื้องต้นในกฎหมายต่างๆที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งได้ทำการศึกษาวิจัยเฉพาะในกฎหมายฉบับที่มีความสำคัญ โดยได้แบ่งกฎหมายที่ทำการศึกษาออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกันคือ
ซึ่งจากการศึกษากฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของกระทรวงพาณิชย์ดังที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้
คณะผู้วิจัยเห็นว่า
เมื่อพิจารณาจากบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบันแล้ว
บรรดากฎหมายที่มีอยู่ถือได้ว่า
มีความครอบคลุมไปในกิจการที่เป็นภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์ในเกือบทุกด้าน
และพอที่จะใช้เป็นกลไกหรือเครื่องมือ
ในการควบคุม
กำกับดูแล
และอำนวยความสะดวกของการพาณิชย์ไปได้
ภายใต้สภาพเศรษฐกิจ การค้า
การบริการ และการอุตสาหกรรม
ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม
แม้จะพบว่ามีกฎหมายในบางส่วนที่ค่อนข้างเข้มงวด
เคร่งครัด
และไม่สอดคล้องกับนโยบายการค้าเสรีทั้งใน
ประเทศและกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจของโลก
ในกรณีของกฎหมายซึ่งมีความเข้มงวดนั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายให้มีลักษณะเป็นเพียงการกำกับ ดูแลภายใต้กรอบของกฎหมายที่เป็นอยู่เพื่อให้ภาวะการค้าเสรีเกิดขึ้นได้ แต่จะต้องกระทำอย่างโปร่งใสให้ตรวจสอบได้ และอยู่บน พื้นฐานของเหตุผลในการสั่งการที่ยอมรับได้อย่างสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงของเวลา
และถึงแม้ว่ากฎหมายที่มีอยู่จะครอบคลุมไปในเกือบทุกด้าน
แต่ยังมีข้อบกพร่องในด้านกระบวนการติดตาม
ตรวจสอบ และการประเมินผล
การใช้บังคับกฎหมาย
ซึ่งการตรวจสอบประเมินผลอย่างต่อเนื่องจะเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงทั้งในส่วนของเนื้อหาสาระของ
กฎหมายและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
การขาดหายไปของกระบวนการดังกล่าวเป็นผลมาจากการนำสภาพบังคับทางอาญามาใช้
ซึ่งเป็นการพึ่งพาหน่วยงานอื่น
จึงไม่อาจกระทำการติดตาม
ตรวจสอบและประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง
จึงสมควร
ที่จะนำมาตรการทางปกครอง (administrative
process) มาใช้แทนสภาพบังคับทางอาญา
อันจะทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
สิ้นสุดลงในหน่วยงานเดียว
และกระบวนการติดตามประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายก็จะสามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสมควรจัดตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงขึ้นรับผิดชอบงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
และให้ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยกฎหมายเหล่านี้
เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่อไป
มีนาคม 2542