Publication Code: A88
โดย ณัฏฐพงศ์ ทองภักดี และ ศิริพร วัสสานกูล
รายงานนี้เป็นการศึกษาด้านการบริหารจัดการทางการค้าและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยรวบรวมมาตรการที่มีผลกระทบ ต่อการนำเข้าและส่งออก ทั้งจากหน่วยงานอื่นและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มในอนาคตของ การจัดการทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ ในด้านของการเจรจาการค้า ได้ศึกษาบทบาทขององค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าการกำหนดจุดยืนในการเจรจา และปัญหาต่างๆ ของการเจรจาการค้า วิธีการศึกษามีทั้งการศึกษาจากเอกสาร สถิติการค้าและการสัมภาษณ์
มาตรการในด้านการค้าระหว่างประเทศมีทั้งด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงในส่วนที่เกี่ยวกับกระทรวง พาณิชย์เป็นลักษณะการกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกในสินค้าที่มีการกำหนดจากกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรี โดยมีกรมการค้า ต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ทั้งนี้เครื่องมือในการจัดการคือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ การให้อนุญาตนำเข้าส่งออก การนำเข้าและส่งออกโดยมีข้อกำหนด และการห้ามการนำเข้าส่งออก
การศึกษาพบว่า
งานบริหารการค้าด้านการกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อยๆ
ทั้งจากความตกลงระหว่าง
ประเทศที่จะลดการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศและนโยบายเสรีทางการค้าของไทยเอง
งานในอนาคตของการบริหารการค้า
ที่จะเพิ่มขึ้น คือ
ด้านการดูแลความเป็นธรรมทางการค้า
เนื่องจากแม้ว่าแนวโน้มการค้าจะเสรีมากขึ้นโดยเฉพาะด้านการลดภาษีศุลกากร
แต่การกีดกันทางการค้าในรูปแบบอื่นมีมากขึ้น
เช่นการใช้ข้ออ้างการทุ่มตลาด
การใช้มาตรฐานและสุขอนามัยกลับสูงมากขึ้น
รวมทั้งการที่ประเทศคู่ค้าอาจไม่ทำตามความตกลงแกตต์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเปิดตลาดของไทย
บทบาทของกระทรวงพาณิชย์
ในอนาคตควรเน้นในด้านของการติดตามมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าไม่ให้สร้างความไม่เป็นธรรมทางการค้า
การเรียกร้อง
ช่วยเหลือในกรณีที่ผู้ประกอบการไทยถูกปฎิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
ดังนั้นการปรับองค์กรและบุคลากรด้านการบริหารการค้า
ซึ่งเดิมมีความชำนาญด้านการควบคุมการค้า
มาเป็นด้านการเจรจาหรือ
ติดตามการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า
จึงมีความสำคัญอย่างมากในการวางแผนของกระทรวงพาณิชย์
ในด้านของการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศ
หน่วยงานของไทยมีบทบาทสูงขึ้นในด้านการเจรจาที่มีความหลากหลาย
และเข้มข้น
มากขึ้น
โดยมีการเจรจาในหลายเวที
ทั้งในการเจรจาแกตต์และองค์การการค้าโลก
การเจรจาระดับภูมิภาค
โดยเฉพาะในอาเซียน และเอเปค
การเจรจาระดับทวิภาคี
รวมทั้งการเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับอนุภูมิภาค
ซึ่งการเจรจากการค้าในแต่ละเวทีมีความครอบคลุมมากขึ้น
จากเดิมที่เน้นเฉพาะการลดภาษี
เป็นการลดการกีดกันที่มิใช่ภาษี
การเปิดตลาดด้านการค้าบริการ
การลงทุน
มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม
นโยบายการแข่งขัน
ซึ่งทำให้การเจรจามีความซับซ้อนมากขึ้น
การประสานงานด้านการเจรจาทางการค้าดำเนินการโดย
คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
หรือ กนศ.
ซึ่งมีนายกรัฐมานตรีหรือรองนายกรัฐมานตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นรองประธาน
รัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ
โดยมีอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์เป็นเลขานุการ
กนศ. มีบทบาทในการกำหนด
จุดยืนของไทยในการเจรจา
ซึ่งการตัดสินใจมักจะพยายามให้เป็นฉันทานุมัติ
ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องที่จะถูกกระทบ
จากการเจรจามีอิทธิผลสูงในการกำหนดจุดยืนการเจรจา
เนื่องจากหน่วยงานอื่นมีความเข้าใจในรายละเอียดน้อยกว่าหน่วยงาน
ที่เป็นเจ้าของเรื่อง
และยังขาดการศึกษาที่เป็นระบบที่จะเข้าใจผลกระทบจากการเจรจา
ทำให้ขาดการวางยุทธศาสตร์การเจรจาร่วมกัน
ที่มองสวัสดิการของสังคมเป็นหลัก
มากกว่าผลกระทบต่อหน่วยงาน
รวมทั้งยังขาดกลไกที่จะให้ผู้บริโภคมีส่วนสร้างจุดยืน
ในการเจรจาทางการค้าด้วย
การขาดความชัดเจนทางนโยบายและยุทธศาสตร์การเจรจาการค้า
ส่วนหนึ่งเกิดจากฝ่ายการเมืองยังให้ความสนใจในการเจรจา
ทางการค้าน้อย
ไม่มีนโยบายระยะยาวที่จะเปิดให้มีการแข่งขัน
ทำให้ผู้เจรจาไม่มั่นใจในการเจรจาผูกพันเปิดตลาด
เนื่องจากจะ
เกี่ยวพันกับฝ่ายการเมืองต้องดำเนินการ
เช่น การแก้กฎหมาย
การทำความเข้าใจกับประชาชน
หรือข้าราชการการเมืองเอง
อาจไม่เห็นด้วยกับการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน
นอกจากนี้เรายังขาดแคลนบุคลากรด้านการเจรจาการค้า ซึ่งต้องมีความชำนาญพิเศษทั้งด้านภาษาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กฎหมาย รวมทั้งขาดข้อมูลที่จะช่วยในการวางจุดยืนในการเจรจาของไทย
กระทรวงพาณิชย์จึงต้องมีบทบาทนำและกระตือรือล้นในการกำหนดยุทธศาสตร์และจุดยืนในการเจรจา
โดยสามารถมีบทบาทที่จะ
เสนอจุดยืนในการเจรจาเพื่อสร้างความเห็นร่วมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณชน
โดยมองผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ
ซึ่งจะดำเนินการได้จะต้องมีการปรับองค์กรสร้างความรู้ในการเจรจาการค้าอย่างต่อเนื่อง
มีการสร้างและรักษาบุคลากรด้านการเจรจา
การค้า
โดยให้มีแรงจูงใจที่จะทำงานในด้านนี้ให้แก่ราชการ
มีระบบข้อมูลและการศึกษาทันสมัยที่จะช่วยในการเจรจาการค้า
มีนาคม 2542