Publication Code: A87
การค้าปลีกค้าส่งเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากจะเป็นสาขาที่ทำรายได้สูงเป็นอันดับรองจาก
อุตสาหกรรม
และมีการจ้างงานมากเป็นอันดับสามรองจากภาคเกษตรและภาคบริหาร
การค้าปลีกค้าส่งมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่
ของประชาชนโดยตรง
หากระบบการค้ามีการแข่งขัน
ราคาสินค้าก็จะไม่แพงเกินไปผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ระบบการค้าส่งค้าปลีกที่มีประสิทธิภาพจะมีผลให้ภาคอุตสาหกรรมทีต้นทุนการผลิตต่ำลงด้วย
การศึกษาครั้งนี้จึงต้องการ
ศึกษาลักษณะของตลาดค้าปลีก
และสภาพการแข่งขันในธุรกิจดังกล่าว
วัตถุประสงค์ของการศึกษามี 3 ประการคือ การอธิบายสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดการค้าปลีกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 การวิเคราะห์สภาพการแข่งขันในตลาดการค้าปลีกของไทย รวมทั้งข้อบกพร่องในตลาดการค้าปลีกและการศึกษาผลกระทบของการปฏิวัติในวงการค้าปลีกโลก รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำที่มีต่อตลาดค้าปลีกของไทย ตลอดจนบทบาทของภาครัฐ
ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในรูปของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เพิ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
ในปี 2507
เมื่อมีห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นเข้ามา
ดำเนินกิจการพร้อมๆ
กับการขยายกิจการห้างเซ็นทรัล
หลังจากนั้นธุรกิจห้างสรรพสินค้าก็เริ่มแพร่หลายอย่างรวดเร็ว
ต่อมาห้างสรรพสินค้าก็เริ่มขยายจากใจกลางกรุงเทพฯ
สู่ชานเมืองและเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดในรูปของศูนย์การค้า
จนกระทั่ง
ทศวรรษ 2530
ก็เริ่มมีธุรกิจค้าปลีกแบบคอนวีเนียนสโตร์
และแบบดีสเคาน์สโตร์
(รวมทั้งแคชแอนด์แครี่)
ตลอดจนห้างแบบ
สเปเชียลตี้สโตร์
การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เกิดจากสาเหตุหลายประการ
สาเหตุสำคัญคือการเพิ่มขึ้นของประชากรและรายได้ต่อหัว
ของกรุงเทพฯ
ซึ่งทำให้ค่าเวลาของคนกรุงเทพฯ
สูงขึ้น
ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ
และการที่คนชั้นกลางมีรถยนต์ใช้ก็เป็น
ปัจจัยสำคัญที่อธิบายการเติบโตของศูนย์การค้าในชานเมือง
และการเกิดของห้างคอนวีเนียนสโตร์
นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่
ในระหว่างปี 2531-2538
ก็มีส่วนสำคัญทำให้กิจการค้าปลีกสมัยใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
และมีการขยายตัวเกินขนาด
เนื่องจากรัฐ
ไม่มีมาตรการแทรกแซงตลาดค้าปลีก
การเข้ามาสู่ธุรกิจนี้จึงเป็นไปโดยเสรี
ดังนั้นการแข่งขันจึงมีความรุนแรงมากในปลายทศวรรษ
2530
การแข่งขันมีผลให้ผู้ประกอบการต้องลดราคา
และแข่งขันกันด้วยวิธีการต่างๆ
ยังผลให้กำไรลดลง
ผู้ประกอบการขนาดเล็กและ
ผู้ประกอบการขนาดกลางที่ปรับตัวไม่ทันเริ่มขาดทุน
หลายรายต้องเลิกกิจการ
ในที่สุดโครงสร้างตลาดก็ถูกครอบงำโดยกลุ่มธุรกิจ
รายใหญ่ 2 รายได้แก่
กลุ่มเซ็นทรัล
และกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์
แต่อย่างไรก็ตาม
ผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการแข่งขัน
นอกจากจะสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาต่ำแล้ว
ยังได้รับบริการที่หลากหลาย
และมีทางเลือกมากมาย
หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ทุกรายเริ่มประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก จนต้องขายกิจการ ให้นักลงทุนต่างชาติในราคาต่ำ อันที่จริงบริษัทค้าปลีกข้ามชาติจากตะวันตกเริ่มเข้ามาทำธุรกิจก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี 2540 บริษัทเหล่านี้เพิ่งประสบความสำเร็จในการขยายกิจการในประเทศพัฒนาแล้วโดยอาศัยการใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่การเข้ามาทำธุรกิจในไทยในตอนต้น ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก บริษัทต่างชาติเหล่านี้มีความได้เปรียบผู้ประกอบการไทย ทั้งด้านต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า และที่สำคัญคือความสามารถในการบริหารอันเกิดจากการพัฒนาระบบการจัดจำหน่ายที่ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ ดังนั้น เราคาดว่าในทศวรรษหน้าธุรกิจการค้าปลีกของไทยอาจถูกครอบงำโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ จากต่างประเทศ ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางในต่างจังหวัดอาจต้องเลิกกิจการไป หากไม่สามารถ ปรับตัวได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการค้าปลีกจะมีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีรสนิยมต่างกัน
ประเด็นเชิงนโยบายที่รัฐควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
คือการเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาด
และดำเนินนโยบาย
ป้องกันการผูกขาดอย่างจริงจังเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้บริโภคนอกจากการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลด้านการค้าปลีกแล้ว
รัฐควร
พิจารณาศึกษาผลกระทบของการขยายตัวของผู้ประกอบการขนาดใหญ่
และผู้ประกอบการต่างประเทศที่จะมีต่อผู้ค้าปลีกขนาดกลางและเล็ก
มีนาคม 2542