Publication Code: A86


การกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย


โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ นิพนธ์ พัวพงศกร

สารบัญ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว อันสืบเนื่องมาจากเหตุผลหลักสองประการคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการออกกฎหมายคุ้มครอง
ผู้ประสบภัยจากรถยนต์ ในปี พ.ศ. 2535 แม้ตลาดประกันภัยจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาก่อนวิกฤตทางการเงิน
กลางปี พ.ศ. 2540  ผู้ประกอบการไทยโดยส่วนมากกลับไม่ได้ฉกฉวยโอกาสดังกล่าวที่จะพัฒนาประสิทธิภาพเท่าใดนัก  ดังจะเห็นได้จากการที่ต้นทุนในการบริหารงาน (operating cost) ของผู้ประกอบการไทยสูงกว่าต้นทุนของผู้ประกอบการต่างชาติ ในกรณีของประกันชีวิต และจากอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (loss ratio) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงระบบการคัดเลือกลูกค้า และการป้องกันการฉ้อโกงที่ไร้ประสิทธิภาพ

การที่บริษัทประกันภัยส่วนมากมิได้ขวนขวายที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของตนเองนั้นมีเหตุผลหลักหลายประการ ประการแรก ธุรกิจยุคฟองสบู่ทำให้บริษัทประกันภัยได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งในรูปแบบของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์    และจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารค่อนข้างสูง     ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มุ่งที่จะสร้างกำไรจากการลงทุน (หรือจากการหมุนเงิน)  โดยละเลยที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของธุรกิจหลัก (core business) ซึ่งคือการรับเสี่ยงภัย

ประการที่สอง  นโยบายการจำกัดการแข่งขันในตลาดโดยการจำกัดใบอนุญาตการประกอบกิจการประกันภัย  ทำให้ผู้ประกอบการ ขาดแรงกระตุ้นที่จะพัฒนาศักยภาพในการแข่งให้เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง แต่กลับมีบริษัทประกันภัยหลายรายที่เป็นบริษัทในเครือ  โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้บริการเฉพาะแก่ธุรกิจในเครือและเพื่อผลประโยชน์ทางด้านภาษีจากการถ่ายโอนค่าใช้จ่ายระหว่าง
บริษัทในเครือกับบริษัทประกันภัย  ผู้ประกอบการบางรายก็จะมีแหล่งลูกค้า "ของตาย" (captive market) เช่น ในกรณีของบริษัท ประกันภัยที่อยู่ในเครือของธนาคารพาณิชย์ จะได้ลูกค้าจากธนาคารโดยไม่ต้องขวนขวายหาตลาด  บริษัทประกันประเภทนี้จึงไม่มี การพัฒนาธุรกิจประกันภัยแบบมืออาชีพ

ประการที่สาม      การกำกับดูแลของกรมการประกันภัยที่มีลักษณะคุมเข้มทำให้ตลาดไม่มีการแข่งขันเท่าที่ควร  มาตรการเช่น
การควบคุมและการอนุมัติเบี้ยประกันภัย การควบคุมรูปแบบของกรมธรรม์ใหม่  ตลอดจนการควบคุมอัตราค่าบำเหน็จนายหน้า แม้จะมีเป้าหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ตามความเป็นจริงแล้ว  กลับเป็นมาตรการที่มีผลในเชิงลบ  การควบคุมเบี้ยประกัน
ทำให้ตลาดไม่มีการแข่งขันกันในด้านราคาเท่าที่ควร  การอนุมัติกรมธรรม์ใหม่ที่ใช้เวลามากทำให้ความหลากหลายของรูปแบบ ของกรมธรรม์ในตลาดมีจำกัด  และการควบคุมค่าบำเหน็จนายหน้าที่ให้เกิดการตกแต่งบัญชีในส่วนของค่าใช้จ่ายเพื่อที่จะปิดบัง ค่าใช้จ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าที่แท้จริงซึ่งมักจะสูงกว่าอัตราเพดานที่กำหนดไว้ (ในกรณีของประกันวินาศภัย)

ในขณะที่การกำกับดูแลในส่วนของการประกอบธุรกิจมีลักษณะคุมเข้ม  การกำกับดูแลด้านความมั่นคงทางการเงินของบริษัท
ประกันภัยกลับมีความหละหลวมค่อนข้างมาก โดยมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่กฎระเบียบว่าด้วยการควบคุมการลงทุนของบริษัท ประกันภัยที่ไม่ได้แยกตามภาระหนี้ กล่าวคือ มิได้มีการสร้างเงื่อนไขการลงทุนที่เข้มงวดในส่วนของหนี้สินที่เป็นเงินสำรองประกันภัย ซึ่งเป็นหนี้สินที่บริษัทประกันภัยมีต่อผู้เอาประกัน  ขนาดของเงินสำรองประกันภัยที่ปรากฏในรายงานประจำปีจึงเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น  โดยไม่ได้บ่งบอกถึงความมั่นคงทางการเงิน  หรือความสามารถในการชดใช้หนี้สินต่อผู้เอาประกันได้อย่างครบถ้วนและทันท่วงที แต่อย่างใดในจุดนี้จึงเป็นสิ่งที่เร่งด่วนอย่างยิ่งที่จะมีการปรับกฎเกณฑ์การลงทุนในส่วนของเงินสำรองประกันภัยให้เข้มงวดมากขึ้น

ธุรกิจประกันภัยไทยในอนาคตคงจะต้องเผชิญกับแรงกดดันของการแข่งขันจากต่างประเทศ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ดังจะเห็นได้ว่า เริ่มมีการขายกรมธรรม์ประกันภัยข้ามพรมแดนทางอินเทอร์เน็ตขึ้นแล้วการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของไทย
ในช่วงต่อไป คงจะต้องยึดหลักการของระบบตลาดเสรีมากขึ้น  โดยการผ่อนเพลากฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นการจำกัดการแข่งขัน
ในตลาด หรือที่เป็นการบิดเบือนกลไกของตลาด เช่น อาจพิจารณานำระบบการอนุมัติเบี้ยประกันมาใช้ในกรณีของประกัน วินาศภัยแทนการกำหนดอัตราตายตัว  ยกเลิกการควบคุมอัตราค่าบำเหน็จนายหน้า  ยกเลิกการควบคุมการออกกรมธรรม์ใหม่  ยกเว้นในกรณีของกรมธรรม์ภาคบังคับ  ตลอดจนปรับเงื่อนไขของการเข้าสู่ตลาดประกันภัยของผู้ประกอบการรายใหม่ ให้สามารถเข้าสู่ตลาดได้ตลอดเวลา แทนการจำกัดจำนวนผู้ประกอบการเช่นในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกันนี้ กรมการประกันภัยควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันภัย โดยปรับหลักเกณฑ์การลงทุนในส่วนของเงินสำรองประกันภัย ให้สามารถลงทุนได้เฉพาะในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง
และมีสภาพคล่องสูง (ในกรณีของประกันวินาศภัย)  ส่วนการลงทุนในส่วนของเงินกองทุน หรือเงินกองทุนส่วนเกินที่มิใช่ เป็นภาระหนี้ต่อผู้เอาประกันนั้นอาจยึดหลักเกณฑ์การลงทุนเดิมได้

กรมการประกันภัยควรเป็นตัวกลางในการส่งเสริมให้สมาคมประกันภัยและบริษัทประกันภัยมีบทบาทในการกำกับดูแลกันเอง
(self regulation) ในบางเรื่อง เช่น การกำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจ (code of conduct) ที่ดี  การกำหนดข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับ จรรยาบรรณของตัวแทนและนายหน้าประกันภัย ตลอดจนการทำสัญญาไม่แย่งชิงตัวแทนและนายหน้าระหว่างกัน เป็นต้น  การกำกับดูแลกันเองจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัย  ตลอดจนช่วยลดภาระในการกำกับดูแลของรัฐ  แนวทางของคณะกรรมการบริหารประกันภัย ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง

ในประเด็นสุดท้าย กรมการประกันภัยควรเพิ่มขีดความสามารถในการคุ้มครองผู้เอาประกัน  เช่น พิจารณากำหนดให้มีประกันภัย
ภาคบังคับในส่วนของการประกันอัคคีภัยสำหรับอาคารสาธารณะ เปิดบริการร้องเรียนผ่านทางโทรศัพท์ฮ๊อตไลน์ (hotline) พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้เอาประกันมีบทบาทในการคุ้มครองตนเองมากยิ่งขึ้น ด้วยการให้ข่าวสาร และข้อมูลที่เพียงพอ ทั้งสถานภาพ
ทางการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือคุณภาพของบริการ เพื่อให้ผู้เอาประกันทราบถึงสิทธิตามกฎหมายของตน  ทั้งนี้เนื่องจากแนวทาง การคุ้มครองผู้เอาประกันที่มีประสิทธิผลมากที่สุด คือ การคุ้มครองตนเอง
 
 

มีนาคม  2542