Publication Code: A84
โดย วิโรจน์ ณ ระนอง และ วีรวัฒน์ จันทโชติ,
การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรเป็นภาระหน้าที่สำคัญประการหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายให้ดูแล
โดยมี
เป้าหมายให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถซื้อขายผลิตผลในราคาที่เป็นธรรม
นอกจากนี้
บางครั้งฝ่ายการเมืองหรือกระทรวง
พาณิชย์เองก็มีเป้าหมายในการใช้ราคาเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้อีกด้วย
โดยหลักการแล้ว
การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรมีได้
2 แนวทางใหญ่ๆ คือ
การรักษาราคาให้มีเสถียรภาพตามแนวโน้ม
ของตลาดในระยะยาว
และการรักษาเสถียรภาพของราคาโดยมีเป้าหมายด้านราคาหรือเป้าหมายด้านรายได้ของเกษตรกรอยู่ด้วย
การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในแนวทางที่สองจึงเป็นความพยายามฝืนกลไกตลาดโดยรัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนในการยกระดับ
ราคา
หรือในบางกรณีรัฐสามารถหารายได้เข้ารัฐโดยการเก็บภาษีส่งออก
(เช่น พรีเมี่ยมข้าวในอดีต)
นโยบายรักษาเสถียรภาพ
ราคาสินค้าเกษตรต่างๆ
ของไทยในอดีต
เป็นความพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพราคาในแบบที่สองเสียส่วนใหญ่
แต่การที่จะยกระดับ
ราคาสินค้าให้สูงกว่าราคาตลาดนั้น
มีความจำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนเป็นจำนวนมาก
ที่ผ่านมาโครงการรักษาเสถียรภาพราคา
สินค้าเกษตรในประเทศไทยจึงไม่เคยดำเนินการตามแนวทางนี้อย่างเต็มรูปแบบ
แต่มักจะใช้วิธีเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร
ที่มีเกษตรกรเข้ามาร้องเรียนและมักจะเข้าไปแทรกแซงในพื้นที่เหล่านั้นเท่านั้น
ผลการวิจัยเรื่อง "การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร" และ "การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและกลไกการบริหาร ราคาสินค้าเกษตรตามข้อเสนอใหม่" ได้เสนอแนะแนวทางใหม่ในการบริหารราคาสินค้าเกษตรที่ไม่บิดเบือนกลไกตลาด โดยแยกกลุ่มพืชผลออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มพืชผลที่มีการค้าขายกับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก (tradable crops) เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง และ (2) กลุ่มพืชผลที่เน่าเสียง่าย (perishable crops) อันได้แก่ ผักและผลไม้ ซึ่งมีตลาดภายในประเทศเป็นหลัก
แนวทางใหม่ในการบริหารราคาพืชผลกลุ่มแรกที่มีการค้าขายกับต่างประเทศในปริมาณมากนั้น
เน้นที่การให้เกษตรกรมีส่วนร่วม
ในการบริหารความเสี่ยงราคาพืชผลของตนเอง
โดยรัฐบาลไม่ควรพยายามยกระดับราคาพืชผลภายในประเทศให้สูงกว่าราคาโลก
ทั้งนี้เพราะนอกจากการแทรกแซงราคาในลักษณะดังกล่าวต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากแล้ว
ยังก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากร
ที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย
การที่เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมรับภาระในการประกันความเสี่ยงของราคาสินค้าจะสร้างแรงจูงใจให้
เกษตรกรเลือกปลูกเฉพาะพืชที่ตนมีความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น
ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ
ภาคเกษตรกรรมของไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม
ในแต่ละฤดูการผลิตนั้น
เกษตรกรมีความเสี่ยงที่จะต้องลงทุนลงแรงไปก่อนที่จะทราบว่าจะขายผลผลิตได้ในราคาเท่าใด
รัฐจึงควรมีกลไกที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถประกันความเสี่ยงด้านราคาในแต่ละฤดู
โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถ
ซื้อประกันความเสี่ยงด้านราคาจากรัฐบาลหรือธุรกิจเอกชนก่อนที่จะลงมือปลูกพืชกลุ่มนี้
โดยราคารับประกันควรจะเชื่อมโยงกับ
ราคาสินค้าในตลาดล่วงหน้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ
และในระยะแรกที่มีการนำระบบการประกันความเสี่ยงดังกล่าวเข้ามาใช้นั้น
รัฐบาลอาจอุดหนุนเบี้ยประกันบางส่วนเพื่อชักจูงให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ
แต่ในระยะยาว ควรค่อยๆ
ลดและเลิกการอุดหนุน
ไปในที่สุด
สำหรับพืชกลุ่มที่
2
ซึ่งเป็นพืชผลกลุ่มที่เน่าเสียง่าย
(perishable)
และมีตลาดภายในประเทศเป็นหลักนั้น
ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มี
ปริมาณการผลิตไม่มากแต่มีมูลค่าสูงกว่าพืชผลกลุ่มแรก
ราคาพืชกลุ่มนี้มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด
ภายในประเทศในแต่ละปี
การแทรกแซงตลาดโดยการรับซื้อพืชผลกลุ่มนี้ทำได้ยาก
เพราะไม่สามารถเก็บรักษาสินค้าได้
หรือมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสูง
และการที่เหล่านี้ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานทำให้ราคาแกว่งขึ้นลงได้มาก
โดยเฉพาะพืชผล
ที่ให้ผลตามฤดูกาลในช่วงสั้นๆ
การแทรกแซงตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาของพืชผลกลุ่มนี้ทำได้ยากและไม่ค่อยได้ผล
รัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการแทรกแซง
ราคาพืชผลกลุ่มนี้
และเลิกซื้อพืชผลที่เน่าเสียง่ายมาเก็บสต็อกโดยสิ้นเชิง
และประกาศให้เกษตรกรทราบอย่างชัดเจนว่า
รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปแทรกแซงราคาพืชผลกลุ่มนี้
และจะหันมาช่วยในด้านการส่งเสริมด้านการตลาดแทน
โดยกระทรวงพาณิชย์ควรมุ่งไปที่การหาทางขยายตลาดและส่งเสิรมการส่งออกสินค้าเหล่านี้ในต่างประเทศ
ทั้งในรูปสินค้าสด
และสินค้าแปรรูป
เพื่อทำให้ตลาดของพืชผลกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น
ซึ่งจะทำให้ราคามีแนวโน้มแกว่งตัวน้อยลง
สำหรับมาตรการส่งเสริมภายในประเทศนั้น
กระทรวงพาณิชย์ควรส่งเสริมให้เอกชนก่อตั้งตลาดกลางผักผลไม้ให้มากขึ้น
เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในด้านช่องทางการขายมากขึ้น
แต่การส่งเสริมควรอยู่ในรูปของการประสานงาน
ความช่วยเหลือ
ทางด้านเทคนิค
และอาจให้สิทธิพิเศษด้านภาษี
แต่ไม่ควรให้การสนับสนุนด้านเงินลงทุนหรือดอกเบี้ย
เพื่อให้เอกชนเลือกลงทุน
แต่เฉพาะในตลาดที่ตนคาดว่ามีความคุ้มในทางเศรษฐกิจเท่านั้น
การนำกลไกการบริหารสินค้าเกษตรใหม่มาใช้นี้
ในระยะสั้นสามารถทำได้โดยการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย
กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
พ.ศ. 2534 แต่ในระยะยาวนั้น
ควรออกพระราชบัญญัติมารองรับ
เพราะจะเป็นหลักประกัน
ที่จะสามารถป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองได้ดีกว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
พฤศจิกายน 2541