Publication Code: A82
ภายหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเซีย การใช้การส่งออกเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันในการส่งออกระหว่างประเทศต่างๆ จะทวีความรุนแรงขึ้น ในสภาพเช่นนี้ กระทรวงพาณิชย์มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งปรับปรุงแนวทางในการดำเนินงานหน่วยงานในการส่งเสริมการส่งออกของประเทศไทยคือ ศูนย์พาณิชยกรรมและสำนักงานทูตพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ วิธีการหนึ่งในการปรับปรุงแนวทางในการดำเนินงานของหน่วยงานดังกล่าวคือ การศึกษาแนวทางของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว
ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ทูตพาณิชย์และผู้บริหารของหน่วยงานในการส่งเสริมการส่งออกของสหรัฐอเมริกา
แคนาดา เยอรมัน อังกฤษ
ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น
และออสเตรเลียในประเทศไทย
โดยให้ความสนใจกับกิจกรรมหลักของหน่วยงานเหล่านั้นในการส่งเสริมการส่งออก
วิธีการสร้างและส่งต่อเครือข่าย
การเก็บและใช้ประโยชน์ข้อมูลทางการค้า
การให้เอกชนร่วมแบกรับภาระในการดำเนินการส่งเสริม
การส่งออกและการประเมินผลการทำงานของหน่วยงาน
ผู้วิจัยพบว่า
ภารกิจในการส่งเสริมการส่งออกของเกือบทุกประเทศในการสำรวจ
มักถูกแบ่งแยกออกจากภารกิจในการเจรจา
ทางการค้า
โดยให้มีสองหน่วยงานดำเนินการแยกจากกัน
เนื่องจากหน่วยงานด้านการส่งเสริมการส่งออกต้องติดต่อกับเอกชน
เป็นหลัก
ในขณะที่หน่วยงานด้านเจรจาทางการค้าต้องติดต่อกับหน่วยราชการเป็นหลัก
ที่น่าสนใจก็คือ
หลายประเทศใช้กลไกของ
ภาคเอกชน เช่น หอการค้าทวิภาคี
(bilateral trade chamber)
ในการส่งเสริมการส่งออกด้วย
ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของเยอรมัน
ในขณะที่หลายประเทศใช้หน่วยงานกึ่งรัฐ
(quasi-governmental organization)
ในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน
เช่น เจโทรของญี่ปุ่น
ในด้านการให้บริการ
ผู้วิจัยพบว่า
หลายประเทศให้ความสำคัญกับการให้บริการสนับสนุนอย่างครบวงจร
เช่น สหรัฐฯ
ให้บริการตั้งแต่การให้บริการข้อมูลพื้นฐานไปจนถึงการให้บริการนัดหมายทางธุรกิจ
การบรรยายสรุป
รายงานการวิจัยตลาด
บริการแปล
และการติดตามผลเพื่อให้เกิดการตกลงทางการค้า
เป็นต้น นอกจากนี้
บริการที่หน่วยงานที่สนับสนุนการส่งออกของ
ประเทศต่างๆ
มีความเห็นสอดคล้องกันว่า
มีความสำคัญเป็นอย่างมากคือ
การนัดหมายทางธุรกิจ (business contact)
เนื่องจากช่วยลด
ต้นทุนในการติดต่อระหว่างประเทศของบริษัทที่ต้องการส่งออก
และลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจกับบริษัทที่ไม่ทราบความเป็นมาอีกด้วย
ในด้านการบริหารข้อมูล
หลายประเทศให้ความสำคัญกับการสร้างฐานข้อมูลของตน
เช่น สหรัฐฯ
มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
จัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไทยที่ทันสมัย
และมีฐานข้อมูลที่จัดเก็บข้อมูลการลงทุนของประเทศต่างๆ
สถิติทางการค้า
และตัวอย่างสัญญา
ทางการค้าต่างๆ
นอกจากนี้หลายประเทศยังมีการวิจัยตลาด
(market research)
ทั้งการวิจัยเศรษฐกิจโดยรวม และ
การวิจัยตลาด ในรายอุตสาหกรรม
(sectoral research)
โดยมักคิดค่าบริการในการวิจัยอุตสาหกรรมจากเอกชนด้วย
ในด้านการสร้างเครือข่าย
หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกของหลายประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างสูงต่อการสร้างเครือข่ายกับ
ข้าราชการระดับสูงของไทย
ตลอดจนการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานระดับนโยบายต่างๆ
ของไทย
และเมื่อผู้บริหารของหน่วยงาน
ต้องย้ายไปปฏิบัติงานในประเทศอื่นๆ
หน่วยงานเหล่านี้จะมีกระบวนในการส่งผ่านเครือข่ายที่ชัดเจน
โดยผู้ที่จะย้ายไปประเทศอื่น
มักจะนำผู้มาใหม่ไปเยี่ยมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ที่เด่นชัดที่สุดคือ
หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกส่วนใหญ่จะเน้นการให้บริการอย่างมืออาชีพ
และจัดระบบที่เกื้อหนุนการทำงาน
อย่างมืออาชีพเช่น
การกำหนดภาระหน้าที่ (job description)
ที่ชัดเจน
การกำหนดเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน
เช่น จะต้องให้
คำตอบแก่ลูกค้าที่ติดต่อสอบถามเข้ามาภายในเวลา
48 ชั่วโมง
ตลอดจนการวัดผลการทำงาน (performance measure)
อย่างสม่ำเสมอ
จากการเรียนรู้จากหน่วยงานของต่างประเทศดังกล่าว
ผู้วิจัยเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ปรับปรุงหน่วยงานในการส่งเสริมการส่งออก
ของไทยในต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการปรับลดจำนวนและยุบรวมศูนย์พาณิชยกรรมและสำนักงานทูตพาณิชย์
ในประเทศต่างๆ
โดยเฉพาะในประเทศที่มีผลการดำเนินงานไม่ดี
การคัดเลือกและฝึกอบรมบุคลากรให้มีขีดความสามารถต่างๆ
โดยเฉพาะความสามารถในการเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งออก
ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจ
การสร้างเครือข่าย
และความสามารถทางภาษาในประเทศที่จะไปประจำ
นอกจากนี้
ผู้วิจัยยังเสนอทางเลือกในการปรับองค์กรกรมส่งเสริมการส่งออกของไทยในรูปแบบต่างๆ
เช่น การแปรรูปเป็น
รัฐวิสาหกิจในลักษณะเดียวกันกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.)
หรือสำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(BOI)
การตั้งองค์กรอิสระกึ่งรัฐในการส่งเสริมการส่งออกเช่นเดียวกับเจโทรของญี่ปุ่นหรือออสเทรดของออสเตรเลีย
การแปรรูป
กรมส่งเสริมการส่งออกให้ออกจากระบบราชการ
โดยให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นด้วย
ในลักษณะเดียวกันกับสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง
(HKTDC) ของฮ่องกง
ตลอดจนการโอนถ่ายการดำเนินงานบางส่วนให้แก่เอกชน
เช่น บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ (consulting
firm)
หรือบริษัทการค้า (trading firm)
โดยเฉพาะงานที่ภาครัฐไม่มีความถนัดและมีลักษณะเป็นบริการสาธารณะน้อย
ในขณะเดียวกัน
กระทรวงพาณิชย์ควรเพิ่มการให้การสนับสนุนจากส่วนกลางให้แก่หน่วยงานในต่างประเทศ
เช่น ให้อิสระแก่สำนักงาน
ในต่างประเทศในการริเริ่มโครงการต่างๆ
ในการส่งเสริมการส่งออกเองมากขึ้นแทนการสั่งการแบบรวมศูนย์จากประเทศไทย
เช่นในปัจจุบัน
ให้ข้อมูลแก่สำนักงานในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในความต้องการส่งออกของ
ผู้ส่งออกไทยและกลั่นกรองผู้ส่งออกไทยที่จะได้รับการส่งเสริมการส่งออกจากสำนักงานในต่างประเทศ
หรือผู้ส่งออกที่จะเข้าร่วม
ในงานแสดงสินค้า เป็นต้น
พฤศจิกายน 2541