Publication Code: A80
โดย วิโรจน์ ณ ระนอง
สารบัญ
ปัญหาที่ผู้บริโภคประสบในการเข้าไปรับบริการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกชนแบ่งออกได้เป็น
4 ประการใหญ่ ๆ คือ
(1)
ค่ารักษาพยาบาลมีราคาแพงเมื่อเทียบกับสถานบริการของรัฐหรือแม้กระทั่งคลีนิคเอกชน
(2)
ขาดการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ป่วย
หรือญาติเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ
ของการรักษาพยาบาล
และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในแต่ละทางเลือก
(3) ค่ายาที่จำหน่ายใน
โรงพยาบาลเอกชนมีราคาแพงกว่าข้างนอกมาก
และ (4)
การปฏิเสธการรักษาแก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่ามีความสามารถ
พอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล
นอกจากกระทรวงพาณิชย์จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลงานในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วกรมส่งเสริมการส่งออกก็ยังมี เป้าหมายในการขายบริการการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนให้กับชาวต่างชาติด้วย งานวิจัยนี้จึงเน้นที่การศึกษาว่า งานเหล่านี้มีหน่วยงานอื่นๆ นอกกระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลอยู่แล้วหรือไม่ และมีประสิทธิภาพและศักยภาพในการแก้ไขปัญหา ที่มีอยู่มากน้อยเพียงใด เพื่อจะนำไปสู่การตอบโจทย์ที่ว่ากระทรวงพาณิชย์ควรจะเข้ามามีบทบาทในงานด้านนี้หรือไม่เพียงใด
จากการศึกษาของผู้วิจัยพบว่า
ในปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ
ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านการคุ้มครองผู้ป่วยและการควบคุมคุณภาพ
และพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลอยู่แล้ว
ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและมีความริเริ่มที่จะแก้ไขปัญหา
บางประการอยู่แล้ว เช่น
ปัญหาอัตราค่ารักษาพยาบาล
ปัญหาสิทธิของผู้ป่วย
และการควบคุมคุณภาพและพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาล
ซึ่งได้มีการเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว
และหน่วยงานเหล่านี้น่าจะมีความรู้ความสามารถและแรงจูงใจในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
ในด้านการเก็บค่ายาสูงเกินควรนั้น
หน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่ได้ให้ความสนใจเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง
แต่หน่วยงานเหล่านี้น่าจะมี
ความรู้ความสามารถเฉพาะด้านมากกว่าหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์และปัญหานี้น่าจะอยู่ในวิสัยที่หน่วยงานเหล่านี้จะแก้ไขได้
สำหรับด้านการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยนั้น
ปัจจุบันมีสภาวิชาชีพเป็นผู้ดูแลอยู่
ซึ่งสภาวิชาชีพน่าจะมีเป็นองค์กรที่มีความรู้
และความเชี่ยวชาญเพียงพอในการพิจารณาข้อร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม
ในบางกรณีสภาวิชาชีพอาจมีแรงจูงใจที่จะปกปักรักษา
ผลประโยชน์ของวิชาชีพมากกว่าผลประโยชน์ของผู้บริโภค
ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหานี้มีได้ตั้งแต่การกำหนดให้ต้องมีตัวแทนของผู้บริโภค
ภาครัฐ หน่วยงานเอกชน หรือ NGO
เข้ามาอยู่ในสภาวิชาชีพ
ไปจนถึงแยกงานด้านนี้ออกไปให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
หรือองค์กรมหาชนอิสระมาดูแลแทน
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อาจเข้าไปมีบทบาทในเรื่องนี้ได้
แต่บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในกรณีนี้
ควรจะจำกัดเฉพาะการส่งตัวแทนเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการต่างๆ
หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง
มากกว่าจะพยายามดึงเอางานนี้
เข้ามาทำเสียเอง
ในด้านการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามารับบริการการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนของไทยนั้น
ทั้งโรงพยาบาลเอกชนเอง
และกระทรวงสาธารณสุขก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่
เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเห็นว่าวิธีนี้จะช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ที่โรงพยาบาล
เอกชนเผชิญอยู่ในขณะนี้
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สามารถใช้กลไกที่มีอยู่ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้อีกทางหนึ่ง
แต่ในที่สุดแล้ว
สิ่งที่จะชักจูงชาวต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลของไทยนั้นคงจะไม่อยู่ที่ราคาค่ารักษาพยาบาล
(ซึ่งต่ำลงมาเมื่อเทียบกับเงิน
สกุลหลักหลังจากการลอยตัวเงินบาท)
แต่เพียงอย่างเดียว
เพราะชาวต่างชาติย่อมให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานของ
โรงพยาบาลเอกชนของไทยด้วย
นอกจากนี้ความเชื่อถือในระบบการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยก็น่าจะมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ
เข้ามารับบริการของชาวต่างชาติจากประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นกัน
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
ประเทศที่มีมาตรฐานในการรักษาพยาบาล
ที่ดีมักจะมีระบบการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยที่ดีควบคู่กันไปด้วย
ดังนั้น
การควบคุมมาตรฐานของโรงพยาบาลและการมีระบบ
การคุ้มครองผู้ป่วยที่ดีจะเป็นสองปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการชักนำให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการการรักษาพยาบาลของไทย
และเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถทดแทนได้โดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์
(ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนเองก็พยายามทำกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
บทบาทของรัฐในด้านนี้จึงน่าจะเน้นที่การควบคุมมาตรฐานของโรงพยาบาลและการสร้างระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้มาตรฐาน
เป็นสำคัญ
ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ
ก่อตั้งภาคีความร่วมมือเพื่อพัฒนาและรับรองคุณภาพ
โรงพยาบาลขึ้นมา
และได้ดำเนินการทางด้านนี้ไปแล้วพอสมควร
ถ้าหากภาคีฯ
นี้ยังสามารถดำเนินงานไปได้อย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปดูแลด้านนี้
ซึ่งมีงานทางด้านเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก
พฤศจิกายน 2541