Publication Code: A71
โครงการตลาดการเงินในชนบทไทย
วัตถุประสงค์ของรายงานวิจัยฉบับนี้คือ
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงตลาดสินเชื่อในชนบทไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมา
โดยเปรียบเทียบกับผลการศึกษาในปี
2528/29
(สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย,
สินเชื่อชนบทไทย, 2534.)
วัตถุประสงค์ประการที่สองคือ
ศึกษาลักษณะของตลาดการออมในชนบทด้วย
การศึกษาอาศัยข้อมูลจากครัวเรือนในจังหวัดนครราชสีมาจำนวน
800 ครัวเรือน
โดยเลือกจากหมู่บ้านเดียวกับเมื่อสิบปีก่อน
และเลือกตัวอย่างอีก 400
ครัวเรือนจากหมู่บ้านในจังหวัดน่าน
ข้อมูลที่เก็บอยู่ในช่วงเดือนเมษายน
2538-มีนาคม 2539
และวัตถุประสงค์สุดท้ายคือ
ประเมินผลกระทบของนโยบายของรัฐต่อฐานะความมั่นคงในการดำเนินงานของ
ธ.ก.ส.
และการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาท
ธ.ก.ส.
ในอนาคต
ในรอบ 10
ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดสินเชื่อชนบทดังต่อไปนี้
(ก)
สัดส่วนของตลาดสินเชื่อนอกระบบในจังหวัดนครราชสีมา
ลดลงจากร้อยละ 60
ของปริมาณสินเชื่อทุกประเภทมาเป็นร้อยละ
40
แต่มีข้อสังเกตว่าสัดส่วนจำนวนผู้ต้องการเงินกู้
ผู้ไม่ต้องการกู้เงินและผู้ที่กู้เงินไม่ได้
มีค่าใกล้เคียงกับเมื่อสิบปีก่อน
สาเหตุสำคัญเกิดจากการขยายบทบาทของ
ธ.ก.ส.
จนสามารถให้บริการแก่ครัวเรือนเกษตรเกือบร้อยละ
80
และชาวชนบทมีรายได้จากนอกภาคเกษตรมากขึ้น
ภาครัฐมีบริการด้านสาธารณสุขในชนบทเพิ่มขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความจำเป็นในการพึ่งแหล่งเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยแพงลดลง
(ข)
การกู้เงินแบบผ่อนส่งเพิ่มขึ้นกว่า
268%
ทำให้มีส่วนแบ่งเพิ่มจากร้อยละ 13
เป็นร้อยละ 31 ในระหว่างปี 2528-38
สาเหตุอาจเกิดจากการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินในระบบการเงินอันเนื่องจากการเปิดเสรีทางการเงิน
และนวกรรมวิธีควบคุมเงินกู้ของผู้ให้กู้
(ค)
ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทการให้สินเชื่อเกษตรลดลงอย่างชัดเจน
เพราะผลของการเปลี่ยนแปลงนโยบายสินเชื่อการเกษตร
มาเป็นนโยบายสินเชื่อชนบทที่ผ่อนปรนให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจนอกภาคการเกษตรได้
ขณะเดียวกันสหกรณ์การเกษตรกลับมามีบทบาทเพิ่มขึ้น
เพราะการปฏิรูประบบการจัดการของสหกรณ์
(ง)
แม้ว่าการกู้ยืมเป็นสิ่งของจะมีส่วนแบ่งลดลงเกือบทุกประเภท
แต่การกู้ยืมในรูปการเซ็นเชื่อยาฆ่าแมลงกลับเพิ่มขึ้นเกือบ
12 เท่าตัว
ทำให้เกิดข้อวิตกเกี่ยวกับปัญหาสารพิษตกค้างในพืชผล
ที่ดิน และแหล่งน้ำ (จ)
อัตราดอกเบี้ยการกู้เงินสดนอกระบบลดลงอย่างชัดเจนจากร้อยละ
4.5 ต่อเดือนในปี 2528
มาเหลือเพียงร้อยละ 2.8
ต่อเดือนในปี 2538
สาเหตุน่าจะเกิดจากความต้องการสินเชื่อนอกระบบลดลง
ในขณะที่ ธ.ก.ส.
สามารถเพิ่มปริมาณสินเชื่อในระบบสนองความต้องการของเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้การที่วงเงินกู้ต่อสัญญามีขนาดใหญ่ขึ้น
และระยะเวลากู้ของเงินกู้นอกระบบนานขึ้น
ก็มีอิทธิพลทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลงด้วย
เพราะต้นทุนธุรกรรมต่ำลง
แม้ว่า
ธ.ก.ส.จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในภารกิจหลักด้านสินเชื่อเกษตรที่ให้กู้แก่ลูกค้าเกษตรกรรายบุคคล
แต่ปรากฏว่า
ธ.ก.ส.ประสบปัญหาสำคัญบางประการในการดำเนินงานดังต่อไปนี้
(ก) รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา
กำหนดให้ ธ.ก.ส.
ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับวงเงินกู้ต่ำกว่า
60,000 บาท ให้เหลือเพียง 9% ต่อปีทั้งๆ
ที่ต้นทุนแท้จริงของ ธ.ก.ส.
สูงกว่านั้น ผลที่ตามมาคือ
ธ.ก.ส.ต้องปรับตัวโดยการลดสัดส่วนของวงเงินกู้ที่น้อยกว่า
30,000 บาทต่อราย
สนับสนุนให้เกษตรกรบางรายเพิ่มวงเงินกู้เงิน
60,000 บาท ฯลฯ (ข)
โครงการให้กู้พิเศษตามนโยบายของรัฐบาลมักประสบความล้มเหลว
เพราะขาดการศึกษาความเป็นไปได้
และขาดการบริหารโครงการอย่างรอบคอบ
ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้คืนได้
ธ.ก.ส.
เองก็ขาดแรงจูงใจในการบริหารโครงการ
เพราะนอกจากรัฐจะจ่ายเงินค่าบริหารโครงการให้แล้ว
รัฐยังจ่ายเงินชดเชยการขาดทุนจากโครงการให้แก่
ธ.ก.ส.ด้วย
ผลการศึกษาเรื่องการออมพบว่า
ชาวชนบทมีเงินออมค่อนข้างสูง
ซึ่งผิดจากความเชื่อโดยทั่วไป
กล่าวคือ
อัตราการออมในจังหวัดน่านและนครราชสีมา
เฉลี่ยร้อยละ 5.3 และร้อยละ 7
ของรายได้สุทธิของครัวเรือนชนบท
อัตราส่วนนี้ต่ำกว่าอัตราการออมของครัวเรือนทั่วประเทศ
(8%) เล็กน้อย
แต่ถ้ารวมเงินผ่อนส่งสินค้า
อัตราการออมจะสูงถึงร้อยละ 7.4-14.6
นอกจากนี้ครัวเรือนชนบทยังใช้เงินซื้อทรัพย์สินด้วยเงินสดเฉลี่ย
22,414
บาทต่อครัวเรือนเทียบกับเงินฝากระหว่างปีจำนวน
10,144 บาท
ครัวเรือนในจังหวัดน่านมีการซื้อทรัพย์สิน
11,230 บาทต่อครัวเรือน
แต่มีเงินฝากเพียงครัวเรือนละ 7,929
บาท
เหตุผลที่ครัวเรือนชนบทมีการออมในระดับสูงเพราะอาชีพเกษตรกรรมมีรายได้ไม่แน่นอน
ทำให้ต้องมีเงินออมจำนวนมากไว้เป็นหลักประกัน
นอกจากนี้การที่คนชนบทนิยมออมในรูปการซื้อทรัพย์สินอาจเป็นเพราะการฝากเงินกับธนาคารมีต้นทุนธุรกรรมสูง
และสินค้าถาวรที่ซื้อเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้สูงกว่าหนึ่ง
เมื่อชนบทมีรายได้สูงขึ้นก็จะซื้อสินค้าถาวรมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการออม
ได้แก่ (ก)
จำนวนสาขาของสถาบันการเงิน
ซึ่งช่วยลดต้นทุนธุรกรรมในการฝากเงินและถอนเงิน
(ข) รายได้ของครัวเรือนและ (ค)
ตัวแปรอื่นๆ
ที่วัดฐานะและความจำเป็นในการออม
เช่น
จำนวนสมาชิกที่ต้องพึ่งพิงสมาชิกคนอื่น
ฯลฯ
ตลาดการระดมเงินออมในชนบทมีการแข่งขันกันสูง
โดยธนาคารพาณิชย์และธนาคารออมสินมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด
เพราะทั้งสองสถาบันมีสาขาทั่วประเทศเป็นจำนวนมากที่สุด
ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการฝากและถอนเงิน
ในระยะหลัง ธ.ก.ส.
เริ่มมีบทบาทในการระดมเงินออมมากขึ้น
ทำให้มีส่วนแบ่งในตลาดเงินฝากเป็นอันดับที่สาม
ส่วนสถาบันการเงินอื่นๆ
รวมทั้งกลุ่มออมทรัพย์ในหมู่บ้านมีบทบาทค่อนข้างน้อยในการระดมเงินฝาก
ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ
เช่น ปัญหาการบริหาร
ปัญหาความเชื่อถือของชาวบ้าน
เป็นต้น
ความสำเร็จในการระดมเงินออมของ
ธ.ก.ส.
ในชนบทเกิดจากการขยายสาขาและหน่วยที่ให้บริการเงินฝาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายโครงการออมทรัพย์ทวีโชคครอบคลุมจังหวัดต่างๆ
ทั่วประเทศ
ทำให้โครงการนี้สามารถระดมเงินออมจนมีส่วนแบ่งถึงร้อยละ
1.5 ของเงินฝากทั้งหมดของ ธ.ก.ส. ณ
สิ้นปี 2539
ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดจากการขยายบริการเงินฝากไปยังจังหวัดต่างๆ
และการเพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ฝาก
แม้ว่าการฝากเงินจะมีดอกเบี้ยต่ำ
แต่ก็มีรางวัลชิ้นใหญ่เป็นแรงจูงใจ
การฝากเงินในโครงการจึงมีลักษณะของการเสี่ยงโชค
โดยมีวงเงินฝากเฉลี่ยเพียง 3,000
บาท (สำหรับสมาชิก ธ.ก.ส.)
นอกจากนี้ต้นทุนการบริหารค่อนข้างต่ำ
(ร้อยละ 7.93)
ทำให้โครงการมีกำไรพอสมควร
(ร้อยละ 2.9) อย่างไรก็ตาม
โครงการนี้คงไม่สามารถเป็นแหล่งเงินออมที่มีส่วนแบ่งสูงได้ในอนาคต
เพราะเป็นการระดมเงินออมจำนวนเล็กน้อยจากครัวเรือนยากจน
ธ.ก.ส.จะประสบความสำเร็จในการระดมเงินออมมากขึ้น
หากสามารถเพิ่มสาขาและหน่วยประจำอำเภอที่สามารถให้บริการด้านการเบิกถอนเพิ่มขึ้น
ในปี 2539
ธ.ก.ส.มีสาขาและหน่วยประจำอำเภอรวม
1,358 หน่วย
แต่มีหน่วยที่ให้บริการด้านการเงินได้เพียง
535 แห่งเท่านั้น
นอกจากนี้หากมีการจัดระบบตอบแทนให้เจ้าหน้าที่มีแรงจูงใจที่จะระดมเงินฝาก
ตลอดจนมีการอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเบิกถอนเงิน
ธ.ก.ส.
ก็จะสามารถระดมเงินฝากได้มากขึ้น
การศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะ 2
ประการคือ ข้อเสนอแนะต่อ ธ.ก.ส.
และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการกำหนดบทบาทการดำเนินงานของ
ธ.ก.ส. ในอนาคต
ข้อเสนอแนะต่อ ธ.ก.ส. มีดังนี้ (1)
ธ.ก.ส.
มีความจำเป็นต้องปรับบทบาทของตนใหม่
โดยการขยายขอบเขตการให้บริการเป็น
ธนาคารเพื่อการพัฒนาชนบท"
โดยขยายบริการสินเชื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมนอกภาคเกษตร
เพราะในปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ของ
ธ.ก.ส. มีรายได้จากนอกภาคเกษตร (2)
ธ.ก.ส.
ควรปรับปรุงบริการสินเชื่อบางรายการให้มีประสิทธิภาพขึ้น
เช่น
บริการสินเชื่อเงินผ่อนเพื่อซื้อสินค้าถาวร
และเพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อเพื่อซื้อยาฆ่าแมลง
ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในพืช
สัตว์ ดิน และน้ำ (3)
การระดมเงินออมจะประสบความสำเร็จมากขึ้น
หากมีการเพิ่มหน่วยงานรับฝาก-ถอนเงิน
การปรับปรุงบริการให้สะดวกและรวดเร็ว
การเพิ่มบริการของธนาคารให้หลากหลายขึ้น
และการเป็นพันธมิตรกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย
(4) นอกจากนี้ ธ.ก.ส.
ควรปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหกรณ์การเกษตรโดยมีจุดมุ่งหมายให้สหกรณ์การเกษตรสามารถระดมเงินทุนของตนเองได้
โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินทุนจาก
ธ.ก.ส. เพียงแห่งเดียว
สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการกำหนดบทบาทของ
ธ.ก.ส. มีดังนี้ (ก)
รัฐควรเปลี่ยนทัศนคติต่อ ธ.ก.ส.
ใหม่ จากเดิมที่มองว่า
ธ.ก.ส.เป็นเครื่องมือในการให้สินเชื่อแก่ภาคการเกษตร
สู่การให้บริการแก่ชาวชนบทในลักษณะของธนาคารเพื่อการพัฒนาชนบท
(ข)
ในการดำเนินโครงการพัฒนาภาคเกษตร
รัฐสมควรยกเลิกการค้ำประกันเงินกู้ของโครงการให้แก่
ธ.ก.ส.
และกำหนดให้มีการประเมินโครงการอย่างเคร่งครัด
โดยเน้นการประเมินความเสี่ยงต่างๆ
ของโครงการ (ค)
รัฐควรเลิกนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ
แต่ควรหันมาสนับสนุนให้
ธ.ก.ส.ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยที่คุ้มกับต้นทุนของสังคม
นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้
ธ.ก.ส.
ไม่สามารถสร้างความมั่นคงของการเงินได้ในระยะยาว
ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูง
การคุมดอกเบี้ยเงินกู้
แต่ปล่อยให้ดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัว
จะทำให้ ธ.ก.ส.
ไม่มีเงินกำไรที่จะนำมาเพิ่มทุน
ทำให้อัตราส่วนของทุนต่อทรัพย์สินเสี่ยง
(equity-risk asset ratio)
มีค่าต่ำจนกระทบต่ออนาคตทางการเงินของ
ธ.ก.ส. ยิ่งกว่านั้น
นโยบายนี้จะทำให้เกษตรกรขาดความระมัดระวังในการใช้เงินกู้
หากรัฐต้องการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน
ควรใช้นโยบายกระจายรายได้โดยตรงแทน
(ง)
สนับสนุนให้องค์กรของชาวบ้านและสหกรณ์การเกษตรมีอิสระในการดำเนินงานและมีบทบาทแข่งขันกับ
ธ.ก.ส.
ทั้งในตลาดสินเชื่อและตลาดการออม
มกราคม 2541