Publication Code: A55


ลู่ทางและโอกาสการส่งออกและผลกระทบจากการมีเขตการค้าเสรีอาเซียน (สำหรับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และเภสัชภัณฑ์)


โดย ปัทมาวดี ซูซูกิ

สารบัญ

อุตสาหกรรมเคมีประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่ผลิตเคมีภัณฑ์ขั้นต้นหรือเคมีภัณฑ์พื้นฐาน ได้แก่ เคมีภัณฑ์อินทรีย์ และเคมีภัณฑ์อนินทรีย์   เคมีภัณฑ์ขั้นกลางได้แก่ ปิโตรเคมี และ เคมีภัณฑ์ขั้นปลาย ได้แก่ สี เครื่องสำอาง เภสัชภัณฑ์ ยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น  กว่าร้อยละ 80 ของโรงงานเคมีในประเทศไทยเป็น โรงงานผลิตเคมีภัณฑ์ขั้นปลาย   บทความนี้จะศึกษาเฉพาะเคมีภัณฑ์ขั้นต้นและขั้นปลายเท่านั้น

อุตสาหกรรมเคมีในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมผสมและบรรจุ กล่าวคือ ส่วนใหญ่ต้องนำวัตถุดิบจากต่างประเทศ แล้วนำมาผสมและบรรจุในประเทศ เทคโนโลยีในการผสมไม่ซับซ้อน แต่ผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานต้องพึ่งพาสูตรในการผสม ซึ่งเป็นความลับทางการค้าจากต่างประเทศ ทำให้ส่วนใหญ่ ต้องการร่วมทุนกับต่างประเทศ หรือผลิตโดยบริษัทข้ามชาติ เช่น อุตสาหกรรมสี เครื่องสำอาง ยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืช คาร์บอนแบล็ค ผงชูรส

อุตสาหกรรมเคมีมีโครงสร้างตลาดแบบผู้ขายน้อยราย หรือแบบกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด การมีผู้ขายน้อยรายเกิดขึ้น เนื่องจากการผลิตมีการประหยัดต่อขนาด คือ เมื่อผลิตมากขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง หรือ การผลิตเป็นแบบต่อเนื่อง (continuous process) ทำให้การมีผู้ผลิตไม่กี่รายก็เพียงพอที่จะตอบสนองต่อตลาดในประเทศ เช่น คาร์บอนแบล็ค ผงชูรส

อุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตหลายรายในตลาด ได้แก่ อุตสาหกรรมสี เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมเหล่านี้มีผู้ผลิตหลายรายในตลาด แต่ละรายผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างกันเนื่องจากสูตร ส่วนผสม รูปแบบภาชนะที่บรรจุ ชื่อยี่ห้อ และการโฆษณา ทำให้มีอำนาจตลาด (Market power) ในสินค้าของตนในระดับหนึ่ง   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่รายสามารถครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่ง คือ อายุธุรกิจที่ยาวนานและมีชื่อเสียงมาก่อน

อุตสาหกรรมเคมีส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า แม้บางอุตสาหกรรมจะสามารถพัฒนาไปสู่การส่งออกได้ในปัจจุบัน เช่น คาร์บอนแบล็ค ผงชูรส เครื่องสำอาง และเภสัชภัณฑ์   ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้อุตสาหกรรมดังกล่าวพัฒนาไปได้ คือ ไทยมีขนาดตลาดในประเทศที่ค่อนข้างใหญ่ รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง และมีการเปิดตลาดการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้อุปสงค์ต่อสินค้าขยายตัว และผู้ผลิตมีการพัฒนาการผลิตเพื่อตอบสนองต่อตลาด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในการผลิตสินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์   การที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ภายใต้อัตราภาษีนำเข้าที่ค่อนข้างสูงจึงเป็นปัจจัย ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และเป็นประเด็นที่ไทยยังเสียเปรียบประเทศอาเซียนอื่น ๆ

โดยสรุป   การมีอาฟตาจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเคมีโดยรวม กล่าวคือ มีการนำเข้าวัตถุดิบด้วยต้นทุนที่ต่ำลงเป็นผลดีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคและไทยจะสามารถส่งออกได้มากขึ้น   ทั้งหมดนี้จะส่งผลในแง่บวกต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีของไทย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวจะไ่ม่รุนแรง (เนื่องจากอัตราการพึ่งพาการนำเข้าจากอาเซียนอยู่ในระดับต่ำ   การผลิตเคมีภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นและการมี NTB) นอกจากนี้อาฟตาจะทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศอาเซียน   เนื่องจากการปรับเปลี่ยนฐานการลงทุนของผู้ผลิตข้ามชาติ