Publication Code: A51


ลู่ทางและโอกาสการส่งออกและผลกระทบจากการมีเขตการค้าเสรีอาเซียน (สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม)


โดย วิจิตร ว่องวารีทิพย์

สารบัญ

อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยมีวิวัฒนาการตั้งแต่ช่วงปี 21517 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการตั้งโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และให้การคุ้มครองอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม   อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยมีผู้ผลิตสามระดับ คือ ผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โรงสกัดและโรงกลั่น ในขณะที่มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิต และส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่นั้น   นอกจากจะมีผู้ผลิตทั้งสามระดับแล้ว   ผู้ผลิตรายใหญ่ยังประกอบกิจการแบบครบวงจรในแนวดิ่ง (vertical integration) ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง และยังมีผู้ผลิตจำนวนมากในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มมากมาย   สำหรับความสามารถในการแข่งขันของไทยนั้น   โรงกลั่นและโรงสกัดมาตรฐาน มีประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตประเทศอื่น ๆ ได้   แต่โรงงานบางแห่งอาจต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตประเทศอื่น ๆ ได้   แต่โรงงานบางแห่งอาจต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนลงอีก   ส่วนสวนปาล์มและโรงสกัดแบบหีบรวมเสียเปรียบมาเลเซียและอินโดนีเซียมาก   เนื่องจากธรรมชาติไม่เอื้ออำนวยไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝน   ความชื้น หรือการเลือกพื้นที่ไม่เหมาะสมและพันธุ์ปาล์ม ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของไทยต่ำมาก   คือ ร้อยละ 62-66 ของผลผลิตมาเลเซีย   การที่รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการคุ้มครองเกษตรกรและอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยการห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์ม   ทำให้ปัญหาความขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น   เพราะการคุ้มครองและการส่งเสริม การลงทุนทำให้มีโรงงานเพิ่มขึ้นมากกว่าขีดความสามารถในการผลิตปาล์มสดของไทย

สำหรับการมีเขตการค้าเสรีอาเซียน จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อไทยในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1.    ราคา การลดภาษีนำเข้าหลังพ้นช่วงเวลาคุ้มครองสินค้าภายใต้ Exclusion list จะทำให้ราคาผลปาล์มสดและน้ำปาล์มในประเทศลดลงใกล้เคียงกับราคาในตลาดโลก (บวกค่าขนส่ง)

2.    ผู้ผลิต พื้นที่ปลูกปาล์มที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบจากการลดภาษี ส่วนใหญ่เป็นของเกษตรกรรายย่อยจำนวนประมาณ 5,000 ครัวเรือน   ในจังหวัดที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ไม่เหมาะกับการปลูกปาล์มน้ำมัน ได้แก่ บางอำเภอในจังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี สงขลา ระยอง ยะลา และจังหวัดทางภาคตะวันออกที่มีการปลูกปาล์ม   จากการคำนวณพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมีจำนวน 248,014 ไร่   ชาวสวนปาล์มเสียประโยชน์ 2,741.96 ล้านบาท   ส่วนโรงกลั่นและโรงสกัดจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก   เนื่องจากมีประสิทธิภาพการผลิตที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโรงกลั่น   สำหรับโรงสกัดที่มีการผลิตแบบหีบรวมทั้งเมล็ดในและเปลือกซึ่งได้น้ำมันคุณภาพต่ำ จะได้ผลกระทบมากที่สุด

3.    ผู้บริโภค   เขตการค้าเสรีอาเซียนจะก่อให้เกิดผลกระทบแบบ Trade creation กล่าวคือ แม้ว่าการเปิดตลาดน้ำมันปาล์มของไทย จะทำให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยต้องปิดกิจการลงไปจำนวนหนึ่ง อันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตของเราสูงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมส่วนรวม ได้แก่ การที่หน่วยผลิตบางหน่วยของเราเลิกผลิตน้ำมันปาล์ม จะทำให้สังคมสามารถนำทรัพยากรที่เดิมเคยใช้ในกิจกรรมดังกล่าว ไปผลิตสินค้าอื่น ๆ ที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากกว่า และผู้บริโภคจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นปีละ 3,309.31 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูก   การบริโภคก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย

กล่าวโดยรวมแล้ว การมีเขตการค้าเสรีอาเซียนทำให้สังคมไทยได้รับประโยชน์สุทธิเพิ่มขึ้นถึง 929.31 ล้านบาท ซึ่งรัฐสามารถนำผลประโยชน์ส่วนนี้มาชดเชยให้ชาวสวนปาล์มขนาดเล็ก โดยการตั้งกองทุนช่วยเหลือ รวมทั้งต้องจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ที่จำเป็นสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชอื่นหรือประกอบอาชีพอื่น แต่สำหรับพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกปาล์ม   บทบาทสำคัญของรัฐก็คือการหาทางลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุดและปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกทางตลาด ไม่มีการแทรกแซงใด ๆ นอกจากนั้น   รัฐอาจส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มจำพวกโอลิโอเคมิคัล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตดี

ส่วนโรงสกัดขนาดเล็ก คงต้องปรับตัวโดยการปรับปรุงด้านเทคโนโลยีการผลิต และอาจปรับโครงสร้างการผลิตให้เป็นแบบครบวงจร หากโรงสกัดกับโรงกลั่นต้องการลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้