Publication Code: A50
อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ
อุตสาหกรรมกระดาษมีวิวัฒนการมาก่อนอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ การผลิตกระดาษในระยะแรกนิยมใช้เยื่อกระดาษที่นำเข้าจากต่างประเทศและเศษกระดาษ ในปี 2516-2517 ซึ่งเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินและน้ำมัน ส่งผลให้ราคานำเข้าและราคาเยื่อกระดาษในประเทศสูงขึ้นมาก ทำให้ผู้ผลิตกระดาษเริ่มผลิตเยื่อกระดาษขึ้นใช้เอง สำหรับการผลิตเยื่อกระดาษเพื่อจำหน่ายในประเทศนั้นเริ่มเมื่อปี 2525
ในปัจจุบันปริมาณการผลิตเยื่อยังต่ำกว่าปริมาณความต้องการในประเทศ และอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษไม่อาจขยายตัวได้ทันความต้องการ จึงต้องมีการนำเข้าเยื่อกระดาษ
อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษไทยมีลักษณะของผู้ประกอบการน้อยราย กำลังการผลิตในปัจจุบันประมาณ 300,000 ตันเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ากำลังการผลิตเยื่อกระดาษของอินโดนีเซียมากเพราะประสบปัญหาข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ (เนื้อไม้) ข้อจำกัดนี้จะทำให้อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษไทยไม่สามารถขยายตัวได้มากในอนาคต ในขณะเดียวกันไทยก็ขาดแคลนไม้เนื้ออ่อนสำหรับการผลิตเยื่อกระดาษประเภทใยยาว ดังนั้นไทยจึงต้องนำเข้าเยื่อกระดาษใยยาวจากต่างประเทศเป็นมูลค่าปีละหลายพันล้านบาท
เยื่อกระดาษที่ผลิตในประเทศไทยเป็นเยื่อใยสั้น ประเภทเยื่อเคมี แบบโซดา (Soda Process) หรือ ซัลเฟต (Sulphate Process)
ปัญหาที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมนี้คือ การขาดแคลนวัตถุดิบ (เนื้อไม้) และปัญหาปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ผู้ประกอบการได้พยายามแก้ปัญหาขาดแคลนไม้โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยปลูกไม้โตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบได้มากนัก ผู้วิจัยได้พยายามค้นหาว่าเหตุใดเกษตรกรรายย่อยจึงมิได้เปลี่ยนจากการปลูกพืชชนิดอื่นมาเป็นยูคาลิปตัส การคำนวณหาผลตอบแทนของการปลูกยูคาลิปตัสเปรียบเทียบกับการปลูกมันสำปะหลัง พบว่าการปลูกยูคาลิปตัสให้ผลตอบแทนต่ำกว่าการปลูกมันสำปะหลังในกรณีเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน แต่การปลูกยูคาลิปตัสให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกมันสำปะหลังในกรณีการปลูกโดยบริษัทขนาดใหญ่ นี่คือเหตุผลที่บริษัทผู้ผลิตเยื่อกระดาษต้องการได้พื้นที่สัมปทานขนาดใหญ่เพื่อปลูกไม้ยูคาลิปตัส แต่รัฐอาจไม่สามารถตอบสนองได้เพราะการปลูกไม้ยูคาลิปตัสเป็นปัญหาโต้แย้งทางการเมือง นอกจากนั้นอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษต้องใช้น้ำปริมาณมาก (การผลิตเยื่อกระดาษประเภทกึ่งเคมี 1 ตัน ต้องใช้น้ำประมาณ 40-60 ลูกบาศก์เมตร) อีกทั้งยังมีปัญหาน้ำเสียจำนวนมาก จนทำให้เกิดแรงต่อต้านทางการเมืองเป็นประจำ
สำหรับผลกระทบจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) คาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเยื่อกระดาษไทยมากนัก เพราะภาษีนำเข้าเยื่อกระดาษนั้นต่ำอยู่แล้ว (5% สำหรบการนำเข้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียน และ 10% สำหรับการนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่มอาเซียน) รวมทั้งการค้าเยื่อกระดาษระหว่างไทยกับกลุ่มอาเซียนนั้นมีมูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่านำเข้าเยื่อกระดาษโดยรวมของไทย แต่การจัดตั้ง AFTA อาจจะมีผลกระทบทางบวกต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษไทย ถ้าหากรัฐบาลลดภาษีนำเข้าสารเคมีและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเยื่อทั้งนี้เพราะการคำนวณ hurdle rate of return โดยสมมติให้ภาษีนำเข้าวัตถุดิบลดลง 50% และคงภาษีนำเข้าเยื่อกระดาษไว้ที่ 5% พบว่าค่า hurdle rate of return นั้นลดลง แสดงว่าอุตสาหกรรมจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการคำนวณ hurdle rate of return อาจสะท้อนภาพที่เป็นจริงในระยะสั้นเท่านั้น
พฤศจิกายน 2539