Publication Code: A49
อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์หวาย
อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์หวายได้พัฒนาจากการผลิตในรูปหัตถกรรมพื้นบ้านมาเป็นการผลิตในรูปโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในบางขั้นตอนของการผลิต โดยใช้หวายที่มีอยู่ทั่วไปตามป่าในจังหวัดทางภาคใต้และภาคเหนือเป็นวัตถุดิบสำคัญ แต่วัตถุดิบหวายจากป่าไม้ภายในประเทศมีปริมาณลดลงตามลำดับ จึงต้องนำเข้าหวายจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ พม่า เวียดนาม ฮ่องกง ลาว และอินโดนีเซีย เป็นต้น เป็นปริมาณปีละกว่า 10,000 ตัน แต่แนวโน้มของการนำเข้าหวายได้ลดลงตามลำดับเช่นกัน ทั้งนี้เพราะประเทศผู้ส่งออกหวายได้ประกาศห้ามส่งออกหวายดิบ เพื่อสงวนไว้เป็นวัตถุดิบภายในประเทศ หรือต้องแปรรูปก่อนส่งออกเพื่อก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบหวายขึ้นภายในประเทศ
เฟอร์นิเจอร์หวายที่ผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศส่วนใหญ่มีคุณภาพปานกลางและราคาค่อนข้างถูกเมื่อเปรียบเทียบกับ เฟอร์นิเจอร์หวายที่ส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ยังมีเฟอร์นิเจอร์หวายที่ใช้ภายในประเทศอีกจำนวนหนึ่งได้จากการนำเข้า แต่มีมูลค่าไม่สูงนัก กล่าวคือ ระหว่างปี 2531-2536 มูลค่าการนำเข้าในแต่ละปีต่ำกว่า 3 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาสัดส่วนของมูลค่าการนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่มอาเซียนและประเทศกลุ่มอาเซียนแล้ว มีสัดส่วนการนำเข้าที่ค่อนข้างผันผวน ส่วนมูลค่าการส่งออกระหว่างปี 2531-2536 ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 23.48 ต่อปี ทั้งนี้เพราะขาดแคลนหวายที่ใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยประเทศคู่ค้าสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ซึ่งไทยส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศทั้งสามดังกล่าว เป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดระหว่างปี 2531-2536
เมื่อพิจารณาถึงผลการก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนที่มีต่ออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์หวายแล้วจะพบว่า เนื่องจากหวายดิบเป็นสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงฯ การห้ามส่งออกหวายดิบของประเทศกลุ่มอาเซียนจึงสามารถใช้บังคับต่อไปได้อีก แต่ถ้าหากรัฐบาลไทยลดภาษีนำเข้าหวายเส้นจากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0 แล้ว จะทำให้ต้นทุนการผลิตเฟอร์นิเจอร์หวายลดลงร้อยละ 1 ส่วนสภาพการค้าภายในประเทศจะไม่ถูกกระทบ ทั้งนี้เพราะการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์หวายที่ผลิตจากโรงงานภายในประเทศจะได้รับบริการหลังการขาย และเฟอร์นิเจอร์หวายที่ผลิตจากโรงงานขนาดใหญ่มีคุณภาพดี ส่วนตลาดระดับกลางและระดับล่างจะซื้อเฟอร์นิเจอร์หวายที่ผลิตจากอุตสาหกรรมครัวเรือนซึ่งมีราคาถูก สำหรับการส่งออกไปยังประเทศกลุ่มอาเซียน จะเผชิญกับอุปสรรคของการขายแข่งขัน ทั้งนี้เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้ต่างมีวัตถุดิบหวายอยู่ภายในประเทศ และมีความสามารถในการผลิต ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์หวายที่จำหน่ายในคุณภาพเดียวกันมีราคาถูกกว่าไทยอีกด้วย
ทางด้านความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มอาเซียนแล้ว พบว่าข้อได้เปรียบของไทยได้แก่ (1) ไทยได้พัฒนาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์หวายก่อนอินโดนีเซีย จึงมีความเชี่ยวชาญในการผลิตมากกว่า และผลิตเฟอร์นิเจอร์หวายที่มีคุณภาพ รวมทั้งได้พัฒนารูปแบบให้แลดูสวยงามอยู่เป็นประจำ จึงสามารถส่งจำหน่ายตลาดยุโรปตั้งแต่ระดับกลางถึงระดับบน (2) ผู้ผลิตของไทยสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามกำหนดเวลา และให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศดีกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญ จึงสามารถสร้างความเชื่อถือทางการค้าแก่ลูกค้าต่างประเทศ ส่วนทางด้านข้อเสียเปรียบได้แก่ (1) กฎหมายไทยบัญญัติให้หวายเป็นของป่าหวงห้าม การนำหวายออกจากป่าจะต้องขออนุญาตต่อทางราชการเสียก่อน ซึ่งมีขั้นตอนสลับซับซ้อน ส่วนหวายที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องมี Certificate of Origin (C/O) อันเป็นการเพิ่มขึ้นตอนของการนำเข้าโดยไม่จำเป็น และส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าหวายเส้นสูงขึ้น (2) รัฐบาลของฟิลิปปินส์โดยความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งศูนย์ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้ตรงกับความต้องการในสหรัฐอเมริกา จึงทำให้เฟอร์นิเจอร์หวายของฟิลิปปินส์สามารถครองตลาดตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน (3) อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มัวัตถุดิบหวายมากที่สุด ได้ปลูกสวนป่าหวายที่มีคุณภาพดีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีค่าจ้างแรงงานต่ำ ทั้งยังเป็นการผลิตแบบ Mass Production จึงสามารถรับคำสั่งซื้อได้ครั้งละมาก ๆ และครองตลาดสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ระดับกลางถึงระดับล่าง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอินโดนีเซียยังสามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำ
อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันในตลาดโลก จึงควรร่วมมือกันเพื่อขจัดอุปสรรคกีดขวางให้หมดสิ้นไป โดยมาตรการที่สำคัญได้แก่ (1) ทั้งภาครัฐและเอกชนควรทำการปลูกสวนป่าหวายกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาครัฐควรให้การส่งเสริมการปลูกสวนป่าหวายด้วยการลดข้อจำกัดต่าง ๆ ลง (2) ควรศึกษารสนิยมของผู้ซื้อ แล้วทำการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะการลดงานสานให้น้อยลง เพื่อลดต้นทุนทางด้านแรงงานลง (3) ควรให้การฝึกอบรมแรงงานให้มีฝีมือทางด้านการสานกันอย่างจริงจัง (4) ควรขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ เพราะตลาดหลักในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก (5) กรณีของโครงการขยายงาน ควรพิจารณาเลือกที่ตั้งโรงงานในส่วนภูมิภาคที่อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบและมีค่าจ้างแรงงานต่ำเพื่อลดต้นทุนการผลิตลง (6) ผู้ผลิตในฟิลิปปินส์เห็นว่า ควรร่วมทุนด้วยการผสมผสานความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของแต่ละประเทศ
พฤศจิกายน 2539