Publication Code: A48
อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา
ในอดีตประเทศไทยมีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ค่าจ้างแรงงานต่ำและแรงงานมีทักษะสูง ส่งผลให้ไทยมีความสามารถในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนเพื่อแข่งขันในตลาดโลกสูง โดยเฟอร์นิเจอร์ที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ชนิดถอดประกอบได้ (Knock-Down Furniture) และร้อยละ80 ของเฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนที่ส่งออกเป็นการส่งออกไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มประชาคมยุโรป แคนาดา และออสเตรเลีย เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ออกพระราชกำหนดปิดป่าสัมปทานทั่วประเทศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2532 ส่งผลให้ขาดแคลนไม้เนื้อแข็งสำหรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ แต่ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกต้นยางพารามากเป็นอันดับสองของโลกรองลงมาจากอินโดนีเซีย จึงต้องหันมานำไม้ยางพาราซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนไปผ่านกระบวนการรักษาเนื้อไม้ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราที่ผลิตขึ้นได้รับความนิยมจากตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะไม้ยางพารามีสีขาวนวล เนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม สามารถปรับสีไม้ได้ตามความต้องการ และยังมีราคาถูกกว่าไม้เนื้อแข็งหลายเท่าตัว จึงมีปริมาณการส่งออกประมาณร้อยละ 70 ของปริมาณการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนทั้งหมด
เมื่อพิจารณาการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนของไทยไปยังประเทศกลุ่มอาเซียนแล้ว พบว่ามีสัดส่วนที่ต่ำมาก คือ ต่ำกว่าร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนระหว่างปี 2531-2536 และสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกดังกล่าวได้ลดลงมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะประเทศในภูมิภาคนี้ต่างมีวัตถุดิบไม้อยู่ภายในประเทศ และมีความสามารถในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม่แตกต่างกันมากนัก
ส่วนเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราที่จำหน่ายภายในประเทศซึ่งมีประมาณร้อยละ 30 ของปริมาณการผลิตส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีตำหนิเล็กๆ น้อยๆ สาเหตุที่จำหน่ายภายในปรเทศเป็นส่วนต่ำก็เพราะผู้บริโภคภายในประเทศมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งมากกว่า และมักไม่ค่อยเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้อยู่เดิม อันเป็นพฤิตกรรมที่ตรงกันข้ามกับชาวยุโรปและชาวอเมริกันที่นิยมเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่หลังจากได้ใช้งานไปสัก 2-3 ปี นอกจากนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีอำนาจซื้อต่ำ จึงมักซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มีตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งราคาจะต่ำกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพอยู่มาก
ส่วนทางด้านการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนนั้น ระหว่างปี 2531-2536 มีมูลค่าการนำเข้าในแต่ละปีต่ำกว่า 125 ล้านบาท เป็นการนำเข้าจากประเทศกลุ่มอาเซียนต่ำกว่าร้อยละ 15 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการทราบว่าในปัจจุบันไม่มีการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราและชิ้นส่วน แต่ตัวเลขการนำเข้าที่ปรากฏในสถิติของกรมศุลกากรเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนนั้น เป็นการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนประเภทไม้เนื้อแข็ง โดยสถิติของกรมศุลกากรดังกล่าวไม่ได้จำแนกรายการตามประเภทของไม้
เมื่อลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) แล้ว คาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อวัตถุดิบ คือ ไม้ยางพาราแปรรูป ทั้งนี้เพราะไทยมีพื้นที่เพาะปลูกต้นยางพารามากเป็นอันดับสองของโลก และมีความสามารถในการอัดน้ำยาเพื่อรักษาเนื้อไม้เช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ แต่การลดภาษีนำเข้าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตวัสดุที่ใช้ประกอบ เช่น ผ้า โฟม เป็นต้น ซึ่งจะต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์นำเข้า ส่วนทางด้านตลาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราของไทยได้เข้าสู่จุดอิ่มตัว กอปรกับผู้ผลิตของไทยมีความสามารถในการผลิตดีกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซีย จึงคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากประเทศกลุ่มอาเซียนส่งมาตีตลาด ในขณะเดียวกัน การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราของไทยไปยังประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยกันคาดว่าจะไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้เพราะผู้บริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียนนิยมใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้เนื้อแข็งมากกว่า ซึ่งประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้มีไม้เนื้อแข็งอยู่เป็นจำนวนมาก
ทางด้านข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบในการแข่งขันเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งขันโดยเฉพาะประเทศกลุ่มอาเซียน ปรากฏว่าข้อได้เปรียบของไทยได้แก่ (1) ไทยได้เปรียบอินโดนีเซียทางด้านคุณภาพและรูปแบบ และยังมีความได้เปรียบทางด้านบุคลากรที่มีความชำนาญงานกว่า ส่วนมาเลเซียสามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับไทยมาก โดยตามหลังไทยอยู่ไม่เกิน 5 ปี (2) สีของเนื้อไม้ยางพาราของมาเลเซียและอินโดนีเซียมีสีขาวออมดำ ไม่เหมาะกับการผลิตเฟอร์นิเจอร์ประเภทสีธรรมชาติ ในขณะที่เนื้อไม้ยางพาราที่ปลูกทางภาคตะวันออกของไทยมีสีขาวออมหลือง เมื่อผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ประเภทสีธรรมชาติแล้วมีสีสันสวยงามเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก (3) สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่สำคัญมีความเชื่อถือในคุณภาพและระยะเวลาการส่งมอบของไทยมากกว่าอินโดนีเซีย (4) ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่โรงงานวันละ 3 ครั้ง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง (5) กล่องที่ใช้บรรจุเฟอร์นิเจอร์ประเภท Knock-Down ของไทยแลดูสวยงามกว่าและมีค่ากล่องถูกกว่าประเทศคู่แข่งขัน ส่วนข้อเสียเปรียบของไทยได้แก่ (1) ไต้หวันมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าไทย จึงทำให้การผลิตเฟอร์นิเจอร์ของไต้หวันสามารถลดการสูญเสียวัตถุดิบ จนมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยถูกกว่าไทย (2) อินโดนีเซียมีต้นยางพาราพันธุ์เก่า ซึ่งมีลำต้นใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก แต่นำมาใช้ประโยชน์น้อย จึงมีต้นทุนวัตถุดิบไม้ถูกกว่าไทย (3) มาเลเซียได้ปลูกสวนยางพาราในรูปบริษัทโดยใช้หลักวิชาการบังคับให้ลำต้นมีขนาดใหญ่ไม่แตกกิ่งก้านสาขา จึงมีตาไม้น้อยเหมาะสำหรับนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์ และยังมีคุณภาพของเนื้อไม้ดีอีกด้วย (4) ไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพราะมีต้นทุนทางด้านไม้ยางพาราและค่าขนส่งภายในประเทศสูง จึงทำให้ราคาจำหน่ายผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราของไทยสูงกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียประมาณร้อยละ 20 (5) ค่าระวางเรือจากไทยไปยังญี่ปุ่นสูงกว่าค่าระวางเรือจากอินโดนีเซียและมาเลเซียไปยังญี่ปุ่น และไทยยังมีค่าสิทธิหน้าท่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สูงกว่าด้วย (6) เนื่องจากสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าตั้งอยู่ใกล้กับมาเลเซีย จึงทำให้สิงคโปร์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราจากมาเลเซียแล้วส่งออกไปยังตลาดผู้ซื้อ (Re-Export) อันมีผลต่อการเพิ่มปริมาณการส่งออกของมาเลเซีย (7) ปริมาณไม้ยางพาราของไทยได้ลดน้อยลงตามลำดับส่งผลให้การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราลดลงตาม บริษัทตัวแทน (Trading Company) ของต่างประเทศจึงเริ่มหันไปสั่งซื้อจากประเทศอื่น ทำให้ไทยต้องสูญเสียลูกค้าเหล่านี้ไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการศึกษาความสามารถในการแข่งขันด้วย Effective Rate of Protection (ERP) และ Hurdle Rate of Return ของเก้าอี้ที่ผลิตจากไม้ยางพาราแล้ว ผลจากการศึกษาพบว่า การลดภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ตามข้อตกลงฯ โดยไม่ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศนอกกลุ่มอาเซียน จะทำให้อุตสาหกรรมนี้ถูกลงโทษ แต่ถ้าลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศนอกกลุ่มอาเซียนลงพร้อม ๆ กับการลดภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้แล้ว ก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้น
แม้ว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ของประเทศในภูมิภาคนี้ก็ตาม แต่เนื่องจากไม้ยางพาราของไทยมีปริมาณลดน้อยลงตามลำดับ และราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอันส่งผลกระทบต่อการผลิตและการแข่งขัน ดังนั้น จึงควรพัฒนาไปสู่การผลิตเฟอร์นิเจอร์ประเภทที่ใช้ไม้น้อยลง เช่น เฟอร์นิเจอร์ประเภท Particle Board และ MDF Board เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ยังควรดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันโดย (1) กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางควรขยายระยะเวลาเสร็จสิ้นของการตัดโค่นต้นยางพาราให้ยาวนานกว่าที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน (2) ควรประชาสัมพันธ์ให้ตลาดต่างประเทศทราบว่าไม้ยางพาราได้จากการปลูกต้นยางพาราเพื่อกรีดน้ำยาง และจะตัดโค่นต้นยางพาราหลังจากหมดน้ำยางแล้ว ซึ่งไม่กระทบต่อการทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อันจะเป็นหนทางหนึ่งของการขยายตลาดให้กว้างขึ้น (3) เร่งการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรสาขาเคหะภัณฑ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (4) ควรหันไปผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพสูง และควรสร้าง International Design เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ป้อนตลาดใหม่ ๆ (5) ควรปรับปรุงด้านการบรรจุหีบห่อเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ และลดค่าระวางลง
พฤศจิกายน 2539